ตัวอย่างการสร้าง personal branding สู่ความก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพ

สิ่งที่คนทำงานทุกสาขาต้องการมากที่สุดคืออะไรรู้ไหมครับ ? ถ้าจะบอกว่า “เงิน” มันก็ออกจะดูมักง่ายไปซะหน่อย – – จากการสอบถามคนทำงานทุกคนนะ พวกเขาต้องการเพียงแค่สิ่งเดียว นั่นก็คือ “โอกาส” ในการแสดงฝีมือเพื่อความเจริญก้าวหน้าในอาชีพของพวกเขา

“ถ้าไม่มีคนให้โอกาสฉันครั้งแรก ฉันก็ไม่สามารถมีประสบการณ์แรกได้เหมือนกัน”

จริงแท้ !!! บทสรุปของคนหน้าใหม่ไร้ซึ่งผลงาน ไม่ว่าคุณจะเก่งหรือจบสูงมาแค่ไหน เวลาคุณนำเสนอ idea ดีเลิศยังไง คุณเก็บโยนทิ้งใส่ถังขยะไปได้เลย เจ้านายเขาไม่เสียเวลามานั่งฟังคนไร้ซึ่งประสบการณ์หรอกครับ

โดยเฉพาะพวกสาย art หรือด้านงานออกแบบ พึ่งจะจบมาใหม่ๆ การพยายามที่จะสร้างพอร์ตผลงานกลับกลายเป็นสิ่งที่ยากเย็นยิ่งนัก จนต้องบ่นกับตัวเองอยู่เป็นประจำว่า “ทำไมฉันถึงไม่ได้รับโอกาสและโชคเหมือนคนอื่นบ้าง”

นี่ละครับปัญหาของพวกเราคนทำงาน การที่เราได้โอกาสมากกว่าก็จะทำให้เราพัฒนาฝีมือได้เร็วกว่า บางครั้งเราได้เปรียบคนที่เก่งกว่าก็ตรงนี้ หรือในทางกลับกันเราเสียเปรียบคนเก่งน้อยกว่าก็ตรงนี้ ในเมื่อองค์กรหรือสังคมไม่สามารถให้โอกาสกับเราได้ เราถึงต้องเรียนรู้วิธีในการสร้าง personal branding ขึ้นมา

personal branding เริ่มสร้างอย่างไรดี

ทำไมถึงต้องสร้าง Personal branding

ถ้าผมเป็นลูกค้าทำไมผมถึงต้องมาเสี่ยงทดลองงานออกแบบบ้านกับสถาปนิกหน้าใหม่ ในเมื่อผมสามารถไปหาจ้างคนที่มีผลงาน มีประวัติ มีประสบการณ์มาก่อนได้ง่ายๆ อุ่นใจกว่า (เว้นเสียต้องแลกมาด้วยราคาที่ถูก)

คุณต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่า ลูกค้าหรือเจ้านายที่จะว่าจ้างคุณ พวกเขาเหล่านี้มีทางเลือกมากมายซะเหลือเกิน ถึงแม้เขาจะจ้างคุณจริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขาจะไปว่าจ้างใครที่ไหนก็ได้ เพราะยังไงค่าจ้างมันก็ไม่ต่างกันมากนัก ให้ผลเหมือนกัน คุณภาพก็เท่าๆกัน ทำไมเขาถึงต้องจ้างหรือใช้บริการจากคุณ

เพราะคุณเก่งกว่างั้นหรอ อะไรคือเก่ง เอาอะไรวัด แตกต่างยังไง ก็ลองถามตนเองดูนะครับว่า “สิ่งที่เราทำอยู่มีคนมาทำแทนได้หรือไม่” ถ้า “มี” แถมมีเยอะซะด้วย แบบนี้โอกาสสร้างผลงานก็อาจจะยากสักหน่อย คุณต้องทำให้ความรู้ความเก่งของคุณเป็นสิ่งที่คนอื่นเลียนแบบได้ยากนั่นก็คือ “ชื่อเสียง” ของคุณเอง

Personal branding เริ่มด้วยการสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นก่อน

ความเก่งของคุณมีประโยชน์ต่อคนอื่นไหม ถ้า “ไม่” คุณก็จะไม่ได้รับโอกาส คุณจะไม่โชคดี คุณจะไม่รวย แต่ถ้าความเก่งของคุณเป็นประโยชน์และแก้ปัญหาให้กับผู้คนจำนวนมากๆได้ คุณจะได้รับโอกาสที่ดี คุณจะโชคดี และคุณจะรวย!

อธิบายให้เห็นภาพตัวอย่างง่ายๆดังนี้

  • นาย A เรียนจบ ป.ตรี : หลังเรียนจบเขาก็พยายามพัฒนาตนเองเดินตาม career path ต่อเอกเมืองนอก profile โดยรวมคือ ไอหนุ่มดีกรีนักเรียนนอก เกียรตินิยมอันดับ 1 ด็อกเตอร์
  • นาย B เรียนจบ ป.ตรี มาเหมือนกัน : หลังเรียนจบเขาทำงานไปด้วย พร้อมกับสร้าง website หรือ fanpage ของเขาขึ้นมา เขาแบ่งปันความรู้ในสายงานที่เขาทำ ทั้งงานเขียน video รูปประกอบ สอนให้ผู้คนเข้าใจถึงปัญหาที่สาขาอาชีพของเขาสามารถแก้ไขได้ ผู้คนส่วนใหญ่จึงรู้จักเขา

เวลาผ่านไป 5 ปี นาย A กับ นาย B มาสมัครงานที่ใหม่พร้อมกัน

  • นาย A ยื่น resume จบเอกเมืองนอก พร้อมทั้งบอกว่า “เขาทำงานเก่งแค่ไหน” เอาผลงานต่างๆมาโชว์ มีประสบการณ์ทำงานกับบริษัทชั้นนำต่างๆมาแล้วทั่วโลก
  • ส่วนนาย B ไม่ได้เขียน resume มา เขายื่นเว็บไซต์+แฟนเพจ ให้กับผู้บริหารบริษัท พร้อมกับบอกว่า  “ผมมีเว็บที่มีคนเข้าชม 5,000 คนต่อวัน แถมผมยังมี e-mail รายชื่อผู้คนที่มาลงทะเบียนในเว็บไซต์นับหมื่นคนอีกด้วย”

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ ถามว่า ถ้าคุณเป็นผู้บริหารคุณจะเลือกใคร ?

… เป็นนาย B แน่นอนอยู่แล้วครับ บริษัทสมัยนี้ส่วนใหญ่เขาไม่ได้ต้องการคนเก่ง จะเอาเก่งมาทำไม จ้างก็แพง เพราะเดี๋ยวนี้ใครๆก็จบโท จบเอกเมืองนอกกันทั้งนั้น

นาย B นั้น น่าสนใจกว่า แตกต่างกว่า และที่สำคัญ “เขาต้องการฐานลูกค้าที่อยู่ในมือ” เขาไม่ได้ต้องการตัวนาย B สักหน่อย แต่บริษัทจะยอมจ่ายเงินเดือนแพงๆให้เพราะเขาต้องการลูกค้า จะเห็นว่าบริษัทสมัยนี้ไม่ได้จ้างคนที่เรียนสูง เขาต้องการคนที่สามารถหาลูกค้าสร้างเงินสร้างกำไรให้กับธุรกิจได้

อย่าคิดแต่จะเล่นให้เหนือกว่าคนอื่น จงพลิกเกมไปเลย

ถ้าคุณคิดจะเดินตามเส้นทางที่คนส่วนใหญ่เดินคุณจะต้องแข่งกับคนอื่น เก่งกว่าคนอื่น ฉลาดกว่าคนอื่น เรียนหนักกว่าคนอื่น บ้าไปแล้ว คุณทำได้หรอ … ถ้าคุณทำได้ก็ยินดีด้วยครับ สำหรับผมมันคนไม่เก่งไง ไม่ฉลาดด้วย ผมจึงไม่เลือกที่จะแข่งกับใคร

เราจะไม่ต่อแถวแข่งขันกับคนอื่น แต่เราจะแตกออกมานอกแถว เดินในเส้นทางที่เราเลือกเอง แข่งกับตัวเอง เป็นผู้นำในเส้นทางที่เราเลือก แล้วเราจะเก่งในแบบที่เป็นตัวเราเอง

การถ่ายทอดความรู้จะทำให้คุณเก่งขึ้นในเรื่องที่คุณสนใจ ยิ่งถ้าคุณมีวินัยและสัญญากับตนเองว่าจะเผยแพร่ความรู้เป็นประจำ คุณจะยิ่งบังคับตัวเองให้ค้นคว้าและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา ไม่งั้นคงจะไม่มีเรื่องอะไรมาแบ่งปันเป็นแน่

เพราะถ่ายทอดจึงจะเข้าใจ ยิ่งคุณสอนคุณยิ่งเก่ง  “when you give you learning” อยากเก่งเรื่องไหนให้เป็นอาจารย์ในสิ่งที่ทำนี่คือเรื่องจริง

โอกาส คอนเนคชั่น จะหลั่งไหลวิ่งเข้ามาหาคุณไม่รู้จบ

เมื่อคุณเผยแพร่สิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ผู้อื่น ผู้คนก็จะเริ่มสนใจคุณมากขึ้น และถ้ามันสามารถแก้ไขปัญหาให้กับเขาได้ ก็จะเกิดการแชร์บอกต่อ คุณจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น คุณจะมีอิทธิพลมากขึ้น พวกเขาจะรู้จัก ชอบพอ และไว้วางใจคุณ

 People will do business with someone they know, like and trust.

คนจะทำธุรกิจกับคนที่เขารู้จัก ชอบพอและเชื่อใจ

เมื่อพวกเขามีปัญหาเขาจะคิดถึงคุณเป็นคนแรก คุณสามารถบอกกับเขาได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา และบริการหรืออาชีพคุณเป็นทางออกให้กับพวกเขาได้อย่างไร

ตัวอย่าง case study เพจ >>> ผู้รับเหมาผู้ซื่อสัตย์

จากตัวอย่างคงไม่มีใครกล้าเบี้ยวค่างวด หรือต่อราคาหรอกจริงไหม ใครๆก็อยากจะทำงานกับเขาด้วยเพราะรู้สึกว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญ รู้ลึกรู้จริง

นอกจากนี้คุณยังสามารถนำความรู้ของคุณ ทำเป็นธุรกิจ แปลงมันเป็นทรัพย์สินเพื่อผลิตเงิน เหมือนกับที่ผมเขียนไว้ใน บทความ ธุรกิจขายความรู้ ได้อีกด้วย

ทำไมคนส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จไม่รวย ทั้งๆที่คนส่วนใหญ่ก็เก่งและฉลาดกันทั้งนั้น นั่นก็เพราะว่าพวกเขาสร้างโอกาส จาก personal branding ไม่เป็นไง โปรดจงสร้างเวทีของคุณขึ้นเพื่อแบ่งปันคุณค่าที่คุณมีได้แล้วครับ โอกาสคือสิ่งที่เราต้องสร้างมันขึ้นมาเอง นี่คือเรื่องจริง


แด่ความสำเร็จครับ

ปล. 1 บางครั้งเราก็ต้องการคำแนะนำจากคนอื่น ได้โปรด บอกผมด้วยว่าคุณคิดเช่นไร

ปล. 2 คำแนะนำบางอย่างอาจส่งผลเสียกับคุณได้ โปรดเลือกเอาแต่สิ่งที่คุณคิดว่าดีและเหมาะกับตัวคุณไปใช้เท่านั้น

 

Facebook Comments

Comments