Trader กับความลึกซึ้งของ Money Management

หากว่า management นั้นคือเครื่องมือที่ใช้ในการสร้างโอกาส ที่ไม่ใช่แค่เพื่อบริหารความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว

ย้อนกลับไปช่วงวันจันทร์ที่ 9 มีนา ปี 2020 วันที่ตลาดหุ้นทั่วโลกโดนกระหน่ำเทลงอย่างหนักจากวิกฤตน้ำมัน (ผสมกับ covid 19 ที่กำลังจะมา) ทุกคนต่างฟันธงว่าเป็นช่วงที่ ตลาด High Volatility ผันผวนสูง ส่งสัญญาณอันตราย มีความเสี่ยง คาดเดาได้ยาก ทุกอย่างฟังดูน่ากลัวไปหมด หลายคนตกอยู่ในสภาวะ panic เลือกที่จะรอมากกว่าที่จะเสี่ยง ตัวผมเองก็เช่นกัน

จนเวลาผ่านล่วงเลยมาถึงวันศุกร์ที่ 13 Set ล่วงลงมา + – ที่ 980 จุด ซึ่งถือได้ว่าเป็นหายนะถึงขั้นที่ ตลท. ต้องประกาศใช้ circuit breaker พักการซื้อขายชั่วคราว ผมนี่แทบบ้าเพราะอยากจะ short ไว้ตั้งแต่วันจันทร์ก่อนหน้านี้​แต่ก็ไม่ได้ทำ กลัว ไม่กล้า ไม่ได้เตรียมแผน

เกิดเป็นความเสียดายที่ผมต้องได้ระบายพูดคุยกับใครสักคน ในสถานการณ์แบบนี้ผมไม่อยากคุยกับสายเทคนิคหรือสายลงทุน ผมจึงกล้าที่จะทักหานักเก็งกำไรวัยเก๋าท่านหนึ่งหลังจากที่ไม่ได้ติดต่อกันมานาน กะว่าจะคุยกันแค่ขำๆ พอคุยไปมาทำเอาผมขำไม่ออก และนี่คือเรื่องราวของแก

    • เฮียแกตื่นเช้ามา ไม่ได้รู้ล่วงหน้าเหมือนผมนั่นแหละ แต่ก็พอจะเดาได้ว่าวันนี้ตลาดจะเป็นไง เพราะน้ำมัน(XTI) ค่าเงิน CAD รวมถึงดัชนีต่างๆทั่วโลก มันเปิด Gap กระโดดมาตั้งแต่ 7 โมงเช้าตามเวลาเป็นเทศไทยแล้ว
    • แกรวบรวมสมาธิ แบ่งเงินออกมาจาพอร์ตส่วนหนึ่ง เงินที่เขายอมเสียได้โดยไม่กระทบหรือรู้สึกอะไร
    • ไม่ได้มีการวิเคราะห์กราฟ ข่าว อะไรเลยทั้งสิ้น
    • ถึงเวลาตลาดเปิด เขาซัดไปแบบไม่คิด DW, Tfex ในทิศทางตลาดขาลงตาม Gap
    • ตกเย็นวันจันทร์ข้าวร้ายยังคงหนักหน่วง เขาสารภาพว่าไม่ได้ดูไอที่ซื้อเลยเพราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับครอบครัว
    • แกถือว่าเงินที่แบ่งมายอมเสียได้ และเผื่อระดับ margin ไว้แล้ว โดยเงื่อนไขผูกอยู่กับเวลา ตั้งใจจะขายในอีก 2 วันถัดไป ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าต้องได้กำไรเท่าไหร่ หรือ set ราคาต้องไปตรงจุดไหน
    • และแกก็ทำตามที่ตั้งใจไว้ได้จริงๆ แม้ว่าจะไม่ได้ราคาที่ดีที่สุด แต่กำไรนั้นถือว่ามหาศาลเลยทีเดียว

หลังจากได้ฟังผมนี่แทบช็อก ไม่ได้ช็อกจากที่ได้เห็นกำไรแก แต่ผมช็อกจากกระบวนการที่แกทำ หลักการที่แกใช้นั้นเรียบง่ายมาก ไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์อะไรมากมาย “หยิบเงินมาสักก้อนแล้วโยนเข้าไปในโอกาสที่ตนสามารถรับความเสี่ยงได้”ใช้ money management เพียงอย่างเดียว

ผมถามต่อ “คุณตกผลึกแนวคิดนี้ได้อย่างไร” เขาตอบกลับมาว่า  “ไอหนุ่มอยู่ในตลาดไปนานๆแล้วเองจะรู้ว่า เสียเงินน่ะมันเรื่องเล็ก แต่เสียโอกาสอ่ะ มันน่าเจ็บใจยิ่งกว่า”

trader_moneymanagementmind1

Opportunity loss ราคามันแพงแค่ไหน

ตอนสมัยเรียนผมเคยแอบชอบดาวมหาลัย แต่ก็ไม่กล้าเข้าไปจีบ เพราะคิดว่าตัวเองยังดีไม่พอ คิดแต่อยากให้อะไรๆมันพร้อมก่อน ผลสุดท้ายก็สายเกินไปไม่ได้แม้แต่จะทำความรู้จักกัน เสียโอกาสที่จะได้นางในฝันมาครอง

พอถึงช่วงเริ่มต้นวัยทำงาน เกิดปิ๊งไอเดียคิดอยากทำธุรกิจ แต่ก็กลัว รอเงินพร้อมความรู้พร้อม สุดท้ายก็ไม่ได้เริ่ม เสียเวลา เสียโอกาสที่จะเรียนรู้

ถึงช่วงชีวิตที่เข้าสู่ตลาดหุ้นผมก็ตกรถอยู่บ่อยครั้ง เพียงเพราะความไม่แน่ใจจากปัจจัยหลายๆอย่าง อาจเนื่องด้วยยังอยู่ในภาวะสะสม วิ่ง sideway (ไม่ชัวร์ว่ามันจะมาจริงหรือเปล่า) ด้วยความเคยชินอยากได้ win rate สูงๆ ผมจึงชอบที่จะรอสารพัดสัญญาณ ต้องมีการกลับตัวตามทฤษฎี ถึงจะกล้าซื้อ ผลสุดท้ายไม่ได้เข้า

พอรู้ตัวอีกทีราคาก็วิ่งขึ้นมาสูงแล้ว จากนั้นก็รู้สึกเสียดายแล้วย้อนกลับมาถามตัวเองว่า “เวลานั้นกูรออะไร ?”

trader_moneymanagementmind2

ทางแก้สำหรับผม หากความเสี่ยงเราคุมได้อยู่ ผมก็จะเอามันทุกโอกาสนั่นแหละ เพราะประสบการณ์อันขมขื่นที่ผมได้เผชิญมาทั้งชีวิต มันได้สอนผมให้รู้ว่า ถ้าเรารอเราจะต้องรอต่อไปเรื่อยๆ รอไปจนเสียโอกาส

หลักการที่แท้จริงของ Money Management

เวลาคุณเรียนเรื่อง money management เขาสอนอะไรคุณ ??? มีทุนอยู่  1 แสน ยอมรับการขาดทุนได้ที่ 2% RR = 100,000-2 % = 2000

ซื้อหุ้น ที่ราคา 6 บาท Entry 6, Stop 5.8, Target 7

Risk 6-5.8=0.20, Reward =7-6 = 1

หา Position size 2000/0.20 = 10,000 หุ้น , target 10,000*6= 60,000 reward to risk ratio ได้ 6:1 คุ้มที่จะเล่น แค่นี้จบแล้วหรือ ?

Money management สำหรับเทรดเดอร์ มันไม่ใช่แค่การหาอัตราผลตอบแทนที่คุ้มต่อความเสี่ยงเพียงอย่างเดียว เพราะเทรดเดอร์ทุกคนล้วนแต่โฟกัสไปที่การหาแนวทางหรือเทคนิคที่ทำให้ “ซื้อขายผ่านจุดเข้าออกได้อย่างแม่นยำ” เรียนเรื่องการกลับตัวเพื่ออยากได้ “ต้นทุนที่ต่ำ” และต้องการเป้าราคาที่ “Maximum Profit

อันดับแรกเลย เข้าออกได้ถูกจังหวะ – ด้วยความเคยชินอยากได้ win rate สูงๆ ยิ่งถ้าศึกษาเทคนิคมาดี หลายคนจึงชอบที่จะรอสารพัดสัญญาณ confirm ต้องมีการกลับตัวตามทฤษฎี รอ breakout รอ throwback รอ trade setup สวยๆก่อนถึงจะกล้าเข้าซื้อ

จริงอยู่มันอาจทำให้ win rate สูงขึ้นจริง แต่ RR (reward to risk ratio) ก็จะมีโอกาสต่ำลงไปด้วยเช่นกัน สิ่งนี้แหละที่เป็นเหตุทำให้เกิดต้นทุนแฝงตามมา

อันดับสอง เมื่อได้ต้นทุนในการเข้าซื้อที่สูง – Position sizing หรือขนาดการจำกัดทุนของการเสี่ยงในแต่ละไม้ก็จะน้อยลงไปด้วย หากราคาพุ่งสูงคุณจะรู้สึกเกิดอาการของขาด เสียดายที่เข้าซื้อได้น้อย คุณจะเริ่มอยากที่จะหาจุดเข้าซื้อเพิ่ม

และถึงแม้ราคาจะแสดงแนวโน้มตามเทรนด์ แต่มันก็ต้องมีย่อมีพัก ตรงจุดนี้เองที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์คืนทุน ทำให้เสียวเมื่อเห็นกำไรที่สะสมมาเริ่มมลายจางหายไป

ถ้าโดนคืนทุนลึก ก็สันนิษฐานได้เลย อาจซื้อของมาได้ไม่นาน ได้ต้นทุนสูง ไอพวกที่ชอบ Overtrade  จะเสร็จกันตรงนี้ล่ะ จาก 100 เป็น 2,000 เหรียญ ดีใจได้ไม่นาน ลดลงมาเหลือ 500 บอกตรงเป็นใครก็สติแตก

แต่หากตอนย่อเป็นการคืนทุนที่น้อย ก็อาจเป็นไปได้ว่ามีของไว้ตั้งแต่ต้นทาง ได้ต้นทุนถูก ยิ่งถ้ามีการสะสมมาเรื่อยๆ ความกดดันจะน้อยมากๆ ทำให้สบายใจกล้าที่จะถือ ระดับ margin ก็เหลือเฟือ แถมยังมีสภาพคล่องไปกระจายความเสี่ยงในหุ้นตัวอื่นต่อได้อีกด้วย

และสุดท้ายอันดับที่สาม Maximum Profit – เรื่องนี้ชวนให้ผมย้อนนึกถึงคำพูดของ VI ท่านหนึ่งที่เคยเยาะเย้ยผมไว้ว่า ” Trader อย่างพวกเอ็งไม่มีทางรวยสู้ VI ได้หรอก เพราะการเก็งกำไรของ Trader ส่วนใหญ่ ไม่สามารถที่จะถือได้จนจุดสุดทาง”

…เรื่องจริง ! เป็นปัญหาอันดับหนึ่งของนักเก็งกำไรที่มักจะถือได้ไม่สุด ปล่อยของเร็วเกินไป ขายหมู พอราคากลับมาก็ใจเสียไม่กล้าเข้า โอกาสที่จะ Maximum Profit นั้นถือว่าน้อยมากๆ

ซึ่งจะต่างจาก VI พวกเขาเป็นนักลงทุนในกิจการพื้นฐาน สักวันพอพื้นฐานดีรอบมา ราคามันก็พุ่งของมันเอง เน้นสะสม กล้าถือยาว มีปันผล ยังไงก็มีของ ยังไงของก็ต้องมา แถมไม่ยอมขาย VI ถึงมีโอกาสรวยเปลี่ยนหลักโตได้หลายเด้ง

จาก 3 ข้อที่กล่าวมาคุณจะเห็นได้ว่า การทำ Money management นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับ RR หรือ Position size เพียงอย่างเดียว แต่มันคือการบริหารหน้าตัก ที่เกี่ยวโยงกับความคาดหวังของเทดรเดอร์ด้วย เชื่อสิ คุณไม่ได้ต้องการ RR 3:1, 5:1, 10:1 ไปตลอดหรอก

trader_moneymanagementmind3

ในโลกของการเก็งกำไร ผมมีความเชื่อที่ว่า

  • ความสามารถพื้นฐานของ Trader คือความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยง

-ช่วงแรกๆประสบการณ์ยังน้อย ขอให้เล่นในขนาดที่รับความเสี่ยงได้ไม่ใช่หวังทำกำไร เทรดแต่ละทีเสี่ยงได้แค่ 1 % ของพอร์ตเท่านั้น ทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอ

  • ส่วนความสามารถขั้นสูงของ Trader คือของมาเมื่อไหร่ต้องได้ทุกรอบ และต้องหาโอกาสจากมันให้ถึงที่สุดด้วย

-เมื่อรอบของทองมา น้ำมันมา bitcoin มา S&P 500 มา เราจะหาโอกาสจากมันให้ได้ถึงที่สุดยังไง จะเข้ายังไง โหลดของยังไง ออกของตอนไหน สุดกับมันยังไง นี่คือความท้าทายที่แท้จริงของนักเก็งกำไร

และถึงจุดๆนึง Money management จะกลายเป็นการคุมความเสี่ยงเพื่อหาโอกาส ไม่ได้มีไว้ใช้เพื่อรักษาพอร์ตเพียงอย่างเดียว

Money management คือ Survival สำหรับมือใหม่ แต่หากอยู่มานาน Money management นั้นคือ Opportunity

“คุณจะไขว้คว้าทุกโอกาสที่เป็นไปได้ในการทำกำไรอย่างไร”  นี่คือศิลปะที่แท้จริงของเทรดเดอร์  ไม่ว่าจะเป็น option future forex dw ตลาดมันจะผันผวนแค่ไหนคุณก็สามารถหาโอกาสเล่นได้หมด หากบริหารความเสี่ยงเป็น


ปล.  เป็นแค่การแชร์ไอเดียและจุดยืนในมุมมองของเทรดเดอร์คนหนึ่ง โปรดจงเลือกเอาคำแนะนำที่ดีที่สุดไปใช้เท่านั้น ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น

Facebook Comments

Comments

Leave A Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.