หลุดออกจาก Comfort Zone ง่ายๆด้วยทฤษฎี 21 วัน

“โลกใบนี้ไม่มีอะไรอยู่ในสภาวะเท่าเดิมตลอด ไม่เฉียบคมขึ้นก็ทื่อไปเลย” ถ้าไม่ก้าวหน้าก็อาจแปลว่ากำลังถอยหลังอยู่ เช่นนี้แล้วการติดอยู่กับ Comfort Zone จึงถือเป็นสิ่งที่เลวร้าย มันจะคอยขัดขวางไม่ให้ความปรารถนาของคุณเป็นจริง

COMFORT ZONE กับ credit ลิงรู้เรื่องขอบคุณ credit ภาพ ลิงรู้เรื่อง

life begins at the end of your COMFORT ZONE !ทำไมถึงต้องเป็น ทฤษฎี 21 วัน ?

ทฤษฎีสร้างนิสัยใน 21 วัน (21 days Habit Theory) ของ ดร. แมคเวล มอลท์ (Dr.Maxwell Maltz ) กล่าวไว้ว่า “การกระทำ” จะตกผลึกกลายเป็น ‘นิสัย’ โดยกระทำต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 21 วัน

เนื่องด้วยจากมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความอดทนต่ำต่อความอึดอัดใจ เมื่อต้องเลือกทำกิจกรรมหรืออะไรก็ตามแต่ เรามักไม่เลือกทำในสิ่งที่คุ้มค่า แต่จะเลือกทำในสิ่งที่ง่ายที่สุดแทน อะไรที่ทำแล้วดูยากหรือทำแล้วรู้สึกไม่สบายใจ เราจึงผัดวันประกันพรุ่งที่จะไม่ทำ

ถ้าสิ่งที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ดีสำหรับคุณจริง… คุณสำเร็จไปนานแล้ว

เพราะชีวิตไม่เหมือนในละครนะครับ ที่ขี้เกียจมาตลอดแล้วอยู่ๆวันหนึ่งอยากจะเริ่มต้นลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่าง หันมาขยันเอาดีจนประสบความสำเร็จมันเป็นไปไม่ได้ ข้ออ้างที่จะไม่ทำมันเยอะ เราถึงต้องเริ่มต้นด้วย “การสร้างนิสัย” โดยอาศัยระเบียบวินัยหรือข้อบังคับที่คุณต้องออกแบบมันขึ้นมาเอง

การรักษาวินัยจะช่วยให้คุณก้าวพ้นจาก Comfort Zone

ในการประสบความสำเร็จใดๆก็ตามมักเกิดขึ้นจากความสม่ำเสมอ นักกีฬาตื่นตี 5 มาซ้อมทุกวัน เพาะกายเล่นกล้ามตรงตามตารางเวลา นักดนตรี นักเขียน ตัวอย่างง่ายๆก็การลดน้ำหนัก ถ่องจำให้ขึ้นใจเลยนะครับว่า “ความสำเร็จเกิดใดๆก็ตามล้วนมาจากความสม่ำเสมอ

ความเป็นมืออาชีพคือการทำในสิ่งที่คุณรัก แม้ในยามที่คุณไม่อยากจะทำสิ่งนั้นเลยก็ตาม

อย่ามารอ feeling ความเชี่ยวชาญหรือผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ มันเป็นเรื่องของการพยายามทุ่มเทครั้งแล้วครั้งเล่า จนถึงระดับที่เริ่มเห็นผลลัพธ์ขึ้นมาเพียงเล็กน้อย ต่อมาคุณก็ทุ่มเทความพยายามกับจุดนั้นที่คุณเพิ่งไปถึงมากขึ้นไปอีก เพื่อผลักดันตัวเองให้คืบหน้าไปเรื่อยๆทีละนิด

นิสัย = สิ่งที่ทำโดยไม่ต้องคิด นิสัย 1 อย่างมันสร้างได้ หากคุณลองพยายามทำในสิ่งที่คุณคิดว่าดีกับตัวคุณ เป็นเวลา 21 วัน ซึ่งแรกๆ มันอาจเป็นกระบวนการที่ต้องฝืนใจหนักหนาสาหัสเอาการ แต่มันเป็นเส้นทางเดียวที่จะนำพาคุณไปสู่จุดหมายที่ตัวคุณเองปรารถนาได้

ยึดถือความต่อเนื่อง 21 วันเข้าไว้ อย่าไปยึดที่ตัวผลลัพธ์

สาเหตุหนึ่งที่คนชอบผัดวันประกันพรุ่งก็เพราะเขายึดติดกับความสมบูรณ์แบบมากเกินไป คนที่เป็น professional ทุกสาขาต่างเข้าใจกันดีว่า งานของเขาหรือแม้กระทั่งตัวเขาเอง ต่างก็ไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบไร้ที่ติแต่อย่างใด เพราะทุกอย่างล้วนแต่มีพื้นที่ให้ต้องพัฒนามันอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้จบ

จงอย่าไปกังวลว่าคุณจะต้องเก่งขึ้นหรือเห็นผลลัพธ์ภายในระยะแรกๆ จิตวิทยามนุษย์อย่างหนึ่งคือ “เรามักจะประเมินคุณค่าของตัวเองจากความสำเร็จ” เมื่อไม่มั่นใจว่าผลลัพธ์จะออกมาดี เราก็จะเลื่อนสิ่งที่ทำออกไป เพื่อชะลอความล้มเหลว ถ้าคุณตั้งเป้าใหญ่แล้วมันดันมีสะดุดนิดหน่อย ไม่นานคุณก็ล้มเลิก

ฉะนั้นแรกเริ่มก็ขอให้คุณตั้งเป้า small win ไว้ก่อน หากอยากจะทำอะไรให้สำเร็จ คุณต้องทำทุกอย่างให้เสร็จตามช่วงเวลาที่ตั้งไว้พอ ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ

ความสำเร็จมันขึ้นอยู่กับเวลาที่คุณให้ ผลที่คุณได้ และสุขภาพจิตหลังจากทำสิ่งนั้น โดยรวมแล้วถ้าคุณเห็นว่าคุณเก่งขึ้น พัฒนาขึ้น คุณชอบตัวเองมากขึ้นเมื่อทำมัน หรืออาจมีเพื่อนของคุณสักคนชมผลงานคุณสักเพียงเล็กน้อย แค่นี้ก็ถือว่า ok แล้ว ขอแค่ทำมันอย่าหยุด เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและชีวิต

เราจะต้องข่มใจทำอย่างนั้นหรือ ?

ใช่ ! มันก็ต้องฝืนสิวะ สมัยม.ต้น ผมอยากจะเล่นกีต้า แรกๆก็เล่นไม่เป็นเพื่อนก็ช่างแซวเหลือเกิน รู้สึกอายไม่กล้าเล่นโชว์ แต่ก็อยากจะเล่นให้เป็นเพื่อเอาไว้ใช้จีบสาว จึงอาศัยการซ้อมทุกวันต่อเนื่องยาวนาน 3 เดือน จนในที่สุดก็เล่นเป็นแล้วรู้สึกรักมันขึ้นมา กล้าที่จะแสดง อยากจะเล่นมันตลอดจนติดเป็นนิสัย กระบวนการนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนนะครับว่า มนุษย์รักในสิ่งที่ทำได้หากทำมันจนมากพอ

ชีวิตมันจะดีขึ้นได้อย่างไร หากเราไม่เริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง

โดยธรรมชาติคนเรามักชอบสิ่งที่ตนเองคุ้นเคยดีอยู่แล้ว เหตุเช่นนี้เราถึงตอบสนองในแง่ลบต่อการเปลี่ยนแปลงทันทีก่อนที่จะลองให้โอกาสกับสิ่งใหม่ๆด้วยซ้ำ “ปฎิกิริยาด้านลบในช่วงแรกต่อสิ่งใหม่จึงถือเป็นเพียงแค่การตอบสนองตามสัญชาตญาณ” เท่านั้นเอง

อยากจะเป็นคนเก่งขึ้น ดีขึ้น อยากได้ในสิ่งที่สมหวัง แล้ววันนี้คุณอ่านหนังสือครบ 50 หน้าหรือยัง คุณออกกำลังกาย 30 นาทีต่อวันไหม คุณคุยกับลูกค้าครบ 10 คนหรือเปล่า ฯลฯ

อยากเชี่ยวชาญสิ่งใดก็ลองใช้ทฤษฎี 21 วัน + กับกฎ 10,000 ชั่วโมงดูครับ มันคือการทำซ้ำๆเพื่อความเป็นเลิศ เราใช้ระเบียบวินัยเพื่อให้เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆได้ยาวนาน เมื่อยาวนานมากพอเราก็จะหลุดออกจาก comfort zone ของเราเอง

ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำแล้วคุณจะได้ในสิ่งที่ไม่เคยได้นี่คือเรื่องจริง อยากรวยไม่ต้องไปคิดอะไรมากมาย ขอแค่เริ่มต้นลงมือทำในบางสิ่ง(ที่ตัวคุณเองก็รู้อยู่แล้วแหละ) ออกแบบแผนการ ทำมันให้สม่ำเสมอทุกวันเป็นพอ

การทำเหมือนเดิมผลลัพธ์ก็คือเหมือนเดิม มันเป็นไปไม่ได้ที่ผลลัพธ์จะเปลี่ยน คุณจะมาหวังว่าทำงานเหมือนเดิม ทำไปเรื่อยๆ ใช้ชีวิตแบบเดิมๆ รับรู้แต่สิ่งเดิมๆ สุดท้ายจะเปลี่ยนให้ชีวิตดีขึ้น รวยขึ้น มันเป็นไปไม่ได้

ขึ้นชื่อว่าคนนะครับ เก่งมาจากไหนก็แพ้หัวใจตัวเองได้เสมอ เราถึงต้องวางแผน > อาศัยวินัย > ทำตาม เพื่อค่อยๆเปลี่ยน routine ให้เราเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ เพื่อความกล้าที่จะออกจากความสบาย (comfort zone) เพื่อเอาชนะเหตุผลข้ออ้างต่างๆ นาๆ ที่ไม่ได้ทำให้เราก้าวหน้าไปไหน

จริงอยู่ความสบายที่เป็นอยู่ทุกวันอาจทำให้เรามีชีวิตรอด แต่มันไม่ช่วยให้ชีวิตได้รับการเติมเต็ม หากต้องเอาแต่ปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆเช่นนี้เราย่อมไม่อาจมีชีวิตที่น่าพึงพอใจได้ ลองดูเลยครับ ทำหรือเรียนรู้อะไรที่คิดว่าดีติดต่อกัน 21 วัน แค่นี้ไม่ถือว่ารบกวนชีวิตคุณมากไปหรอกจริงไหม


แด่ความสำเร็จครับ

Facebook Comments

Comments

2 Comments

  • Noon
    06/11/2016 23:49

    กำลังตั้งใจจะก้าวออกจาก comfort zone ค่ะ นั่งเล่นอินเตอร์เน็ต แล้วโชคดีที่เปิดมาเจอบทความนี้ มันตรงกับชีวิตตอนนี้จริงๆค่ะ เพิ่งรู้ตัวว่าการเลือกใช้ชีวิตใน confort zone มันคือความเสี่ยงที่สุด ตอนนี้ตัดสินใจให้กับชีวิตตัวเองได้แล้ว พร้อมจะออกไปใช้ชีวิตเสียงๆแล้วค่ะ
    ปล. ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ จะลองปรับเรื่องเล็กๆในชีวิตประจำวันให้ดีจนติดเป็นนิสัย แล้วจะมาบอกผลนะคะ

  • Sarunyu Chumkaew
    15/01/2018 23:20

    ดีครับกำลังหาจุดเปลี่ยน​ ทุกวันนี้ทำงานไปวันๆง่ายๆสบายๆ​ แต่มันเหมือนชีวิตขาดสีสันขาดอะไรสักอย่าง​ มันเรียบง่ายเกินไป​ ซึ่งมันยังหาไม่เจอครับ

Leave A Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.