ทำไมเราถึงจำเป็นต้องสร้างทรัพย์สิน (Asset)

ใครๆก็อยากที่จะมีเงินล้านกันทั้งนั้น แล้วต้องทำไง ??? … แทงหวย พนัน ขยันทำงาน เก็บเงิน ปล้น หนักหน่อยก็โกงมันไปเลย !!!

ซึ่งในความเป็นจริงที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ก็คือ “ขยันทำงานกับเก็บเงิน” หรือว่าคุณมีข้ออื่นอยู่ด้วย – – ถ้าไม่ใช่ก็ลองมาดูกันหน่อยว่า “ทำงานกับเก็บเงิน” จะนำพาคุณไปสู่การสร้างเงินล้านได้ไหม

1 ทำงานแลกเงิน : คนเราไม่ว่าจะเก่งอาชีพสูงแค่ไหน สุดท้ายตัวคุณก็มีเวลาที่จำกัด หยุดทำงานรายได้ก็หยุด และยิ่งสมัยนี้ใครๆต่างก็เก่งจบนอกเยอะแยะ เราจะเลือกเดินตาม Career path ไต่เต้าตามหน้าที่การงานขึ้นไปยังตำแหน่งสูงๆ ก็คงเป็นเรื่องที่หนักหนาอยู่พอสมควร (ถ้าใช้เต้าไต่ละก็ไม่แน่ ฮ่าๆๆ)

ข้อดีของงานประจำคือมีประจำ และการที่จะได้เงินหลักแสนจากงานประจำมันก็คงต้องระดับผู้บริหาร นักการเมือง ดารา หรืออาชีพบางเฉพาะเท่านั้น งานประจำให้มองมันเป็นเครื่องมือสร้างกระแสเงินสดชั้นยอด อย่าผูกทุกอย่างไว้กับรายได้ตรงนี้เป็นพอ

2 เก็บเงิน : คุณสามารถเก็บเงินได้เดือนละ 10,000 บาทได้ไหม ถ้าได้ก็เก็บต่อไปอีก 9 ปี เพียงแค่นี้ก็ได้เงินล้านแล้ว… ความเป็นจริงมันไม่ใช่ไง ไหนจะบ้านไหนจะรถ เลี้ยงดูพ่อแม่ แต่งงานมีลูก เก็บเงิน + ขยันรอเงินเดือนเพิ่ม คุณคิดว่าไหวหรอ ?

มันก็น่าชื่นชมดีนะ ที่เห็นเขาแชร์กันประมาณว่าเก็บเงินได้แสนแรก ล้านแรก แต่คุณจะว่าไรไหมถ้าผมขอพูดหมาๆว่า “การออมมันก็แค่บริโภคนิยม ที่โดนดีเลย์ไปอย่างไม่จำเป็นเท่านั้น” เฮ้ยแรง!

เพราะเงินคือสิ่งที่ลดมูลค่าลงไปเรื่อยๆ จากเงินเฟ้อ ข้าวของแพง ดอกเบี้ยธนาคารก็ต่ำติดดิน กว่าจะเก็บได้ถึงล้านได้โครตเสียเวลา แทนที่จะใช้มันไปทำงาน (การออมเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ทุกคนต้องเริ่มจากการออม แต่อย่าปล่อยให้มันนิ่ง เพราะเงินนิ่งก็เหมือนกับน้ำเน่า)

จากที่กล่าวมาเห็นได้ชัดเจนเลยว่า “การลงทุนสร้างทรัพย์สินคือคำตอบในการสร้างเงินล้านได้ดีที่สุด” มันเป็นวิธีคิดแบบคนรวย

ทำงานหาเงินได้เท่าไรไม่สำคัญแต่สำคัญตรงที่ว่า “เวลาที่คุณใช้หรือเงินที่คุณหามาได้ สามารถที่จะแปลงเปลี่ยนมาเป็นบางสิ่งบางอย่างที่สามารถผลิตเงินให้กับเราได้อย่างไร”

สร้างทรัพย์สิน asset เริ่มต้นอย่างไรดี

หลักของการสร้างทรัพย์สิน หรือ Asset

ทรัพย์สินที่คุ้มกับการลงทุนลงแรงจะต้องประกอบด้วย 4 ข้อหลักๆดังนี้

  1. มีการงัดที่สูง สามารถ leverage ได้
  2. มูลค่าเพิ่มตามกาลเวลา
  3. มีอุปสงค์(demand ต้องมาจากจำนวน supply ที่จำกัดด้วย เช่นที่ดินหรือของสะสมบางประเภท) เป็นที่ต้องการจากคนส่วนใหญ่ และจากคนเฉพาะกลุ่ม
  4.  สามารถเก็บเกี่ยวผลตอบแทนได้เป็นระยะ หรือจะไม่มีก็ได้ (ขึ้นอยู่กับมูลค่า)

ไม่ใช่เครื่องซักผ้าหรือตู้น้ำมันยอดเหรียญ เพราะมัน leverage ไม่ได้ มูลค่าก็ไม่เพิ่มตามกาลเวลา กระเป้าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่นก็ไม่ถือว่าใช่ เพราะผ่านไป 10 ปีมันก็แค่หนังปลากรอบ (เว้นเสียแต่จะซื้อมาเก็งกำไรนั้นก็อีกเรื่อง)

 และ asset ก็ยังแบ่งการทำรายได้แยกออกได้อีก 2 ปะเภท

1Asset ที่ไม่สร้างรายได้ แต่มีมูลค่าที่เพิ่มขึ้น : เช่น ที่ดิน ทอง วัตถุโบราณ ของสะสมที่ล้ำค้า เราซื้อเพื่อสะสมความมั่นคง ไม่มี real return ไม่สามารถสร้างกระแสเงินสด ทำกำไรได้ก็ต่อเมื่อเราขาย
2 Asset ที่สร้างรายได้ ระหว่างถือจะเกิดกระแสเงินสด yield : เช่นหุ้น(ตราสารทุน) กองทุน พันธบัตร อสังหาแบบให้เช่า เช่น condo บ้านเช่า apartment หรือระบบทางธุรกิจ แฟรนไชส์ รวมทั้งประกันแบบสะสมทรัพท์

 

แถมด้วย asset ที่มีความเสี่ยงต่ำ (เช่นที่ดิน ทอง) ราคาจะสูงขึ้นตาม demand ของตลาด และ Asset ที่มีความเสี่ยงสูง(หุ้น)  ราคาจะต่ำเพราะคนไม่กล้าที่จะถือ

การลงทุนสร้างทรัพย์สินกับ asset อะไรสักอย่าง มันถึงเป็น learning process ที่ต้องสะสมชั่วโมงบิน เพื่อหาความเข้าใจให้ได้ว่า “เราเหมาะสมกับการสร้างเครื่องผลิตเงินแบบไหน” ต้องแกะโจทย์ตัวเองให้ได้ อย่าไปหลงคารมณ์กับไอพวกสื่อ  passive income ต่างๆมากนัก คุณต้องหาแนวทางตัวเองให้เจอ

ตัวอย่างการสร้างทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ

 1 . สินทรัพย์ในรูปแบบทางการเงิน Financial Assets

ในอดีต 30-40 ปีที่แล้ว ที่ดินราคาถูก ทุกวันนี้ผมเองก็อยากจะว่าพ่อ ว่าปู่ผมอยู่เหมือนกัน สมัยนั้นเงินถึงสบายทำไมไม่ซื้อเก็บไว้ แต่ก็ทำไงได้ ในอนาคตก็อย่าให้ลูกมันมาด่าเรามั้งละกัน ว่าทำไมเราไม่ซื้อหุ้นเก็บไว้

ทุกวันนี้เรามี product ทางการเงินให้เล่นหลายอย่าง ทั้งระยะสั้น-ยาว, เสี่ยงน้อย-เสี่ยงสูง สามารถออกแบบผลตอบแทนได้หลากหลาย อย่างเช่น

  • การใช้ leverage จากค่าเงิน(forex), สัญญาซื้อขายล่วงหน้า(tfex), หุ้นลูก(warrant), dw, option เพื่อเก็งกำไรเอาเงินน้อยไปงัดเงินมาก
  • การกินเงินปันผล (Dividend Yield) จากหุ้นพื้นฐาน และกับกองทุนต่างๆ ศึกษาลงทุนดีๆ อาศัยระยะเวลาหน่อยก็สามารถทำดอกเบี้ยปีละ 10-12% ได้สบายๆ
  • กำไรจากส่วนต่างของราคา capital gain จากการถือพวกหุ้นเติบโต (growth stock) รวยกว่าขายยาบ้าอีกนะ

ประกันแบบสะสมทรัพย์ก็ด้วย ลองศึกษาสินทรัพย์ทางการเงินไว้ครับ ความรู้ทางการเงินต่ำรอดยากนะสมัยนี้

 2 . สินทรัพย์ในรูปแบบ Real Estate

บางคนบอกสมัยนี้รายใหญ่ถือครองที่ดินดีๆไว้หมดแล้ว ถ้ารายย่อยอย่างเราจะเล่นอสังหาก็ต้องเป็นพวกคอนโดมิเนียมเท่านั้น

โดยเฉพาะคอนโดมือ 1 Bank จะจัดว่าเป็นทรัพย์สินที่มีสภาพคล่องสูงพนักงานประจำมีสลิปเงินเดือน มีเงินต้นสัก 20 % Bank ก็แทบปล่อยให้กู้เกือบจะ 100% แล้ว (กฎอสังหาใช้เงินคนอื่นให้เยอะที่สุด )

ขอให้เน้นที่กรุงเทพเข้าไว้ (GDP ทั้งประเทศมาจาก กทม. 30%) ที่ไหนมีคนเยอะ มีเงิน มีกิจกรรม ลงทุนอสังหาปล่อยเช่าได้แน่นอน (Div.เฉลี่ย 6-8 %) โอ้ววว…อาจฟังดูดีนะครับ แต่ผมไม่คิดงั้น เพราะ

1) มูลค่าอสังหามันอยู่ในที่ดิน : คอนโดจะใช้เงินก้อนมาโปะแล้วหวังจะได้ส่วนลดเยอะเหมือนกับบ้านมันไม่ใช่ แถมยิ่งถ้าผ่อนนานมันหนี้ทบต้นชัดๆ

2) ลงทุนกู้มาปล่อยเช่า : วันนี้คอนโดผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ถามหน่อยใครมันจะอยากเช่าถ้าทำเลคุณไม่ได้เทพจริงๆ และถึงแม้จะปล่อยเช่าได้ ก็ต้องเตรียมปวดหัวกับผู้เช่าอีก วุ่นวายฉิบ

3 ) กว่าจะผ่อนหมด มูลค่าคอนโดเก่าๆของเรามันจะขึ้นสักแค่ไหนกัน คนซื้อก็ต้องไปเอาห้องใหม่แถมโปรเพียบไม่ดีกว่าหรอ

สรุปแล้วอสังหาผมเอาไว้เป็นทางเลือกในการสร้าง asset อย่างสุดท้ายดีกว่า

 3 . ทรัพย์สินทางปัญญา Intellectual Assets

มันคือการแปลงความสามารถ, ทักษะ, การศึกษา, ประสบการณ์, ชื่อเสียง ให้เป็นทรัพย์สิน (แปลง knowledge เป็น asset) เช่น

  • ผมรู้จักช่างภาพอยู่คนหนึ่ง เขาขายภาพผ่านออนไลน์ทั่วโลก เป็นกำไรต่อดาวน์โหลดละ 8 บาท ในแต่ละวันเขาจะขายได้อยู่ราวๆ เกือบๆ 200 ดาวน์โหลด คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 1,600 ต่อวัน หรือ 48,000 ต่อเดือน ระยะเวลาการสร้าง 2 ปี เขามีรูปภาพรวมอยู่ทั้งสิ้นเกือบ 2,000 รูป ติด top download อยู่ประมาณ 30 รูป (ต่อ keywords)
  • แล้วก็ branding : ถ้าถามว่าคนรุ่นใหม่ต้องเริ่มลงทุนจากอะไร ผมจะตอบเลยว่า “คุณต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง” www.ชื่อมึง.com ก็ได้ มันเป็นการลงทุนสร้างชื่อ เปรียบเสมือนคุณมีฐานลูกค้าอยู่ในมือ หมายความได้ว่า “เมื่อคุณทำธุรกิจอะไรขึ้นมาก็ตาม คุณจะมีลูกค้าที่พร้อมจะซื้อสินค้าจากคุณอยู่แล้ว” สิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยโฆษณาให้เอง

หรืออย่างการเอาความรู้มาขายเป็นคอร์สออนไลน์ เหมือนที่ผมเขียนในบทความ >>> ธุรกิจขายความรู้ (ขายอะไรให้ได้กำไรปีละล้าน) พวกนี้ก็จัดว่าเป็น ทรัพย์สินทางปัญญา พวกหนังสือออนไลน์, logo, application หรืออะไรก็ตาม ที่ทำมาขายแล้วสามารถติดลิขสิทธิ์(Copyright)ได้

 4 . สร้างหรือทำธุรกิจในรูปแบบของเครือข่าย Human Assets

ธุรกิจขาย Franchise หรือรับพวกตัวแทนจำหน่าย รวมทั้งธุรกิจเครือข่าย MLM ก็จัดว่าเป็นทรัพย์สินประเภทหนึ่งเหมือนกัน

 5 . ทรัพย์สินจากของสะสม Passion Assets

ช่วงนี้ผมเริ่มเก็บสะสมธนบัตร ร.9 รุ่นหายากๆ ก็ลองดูมันเป็น passion investment อย่างหนึ่ง เหมือนกับพระเครื่อง นาฬิกาโรเล็กซ์ และของสะสมเฉพาะอื่นๆทั่วไป

ก็ขอให้คุณลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่า “วันนี้คุณมีทรัพย์สินอะไรบ้างหรือยัง” การมีรถยนต์ ไอโฟน ไอพวกนี้เขาไม่เรียกว่าทรัพย์สินกันหรอกนะ


ปล. โปรดจงเลือกเอาคำแนะนำที่คุณเห็นว่าดีที่สุดไปใช้เท่านั้น ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น แนวคุณแนวผม at the end ไม่เหมือนกัน

Facebook Comments

Comments

1 Comment

  • 26/11/2016 11:15

    For the love of God, keep writing these arectlis.