5 เรื่องจริงของ “เทรดเดอร์” ที่ไม่เคยพูดถึง

ตอนเรียนอยู่มหาลัย(ช่วงปี 2014) ผมมีความสนใจในเรื่องการเก็งกำไร หรือ เทรดเดอร์ เอามากๆ ณ เวลานั้นการศึกษาหาความรู้จากหนังสือกับข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตมันไม่เพียงพอ ผมจึงเริ่มที่จะมองหาคอร์สเรียนตามที่ต่างๆ แต่แม่เจ้า !!! คอร์สแต่ละที่นี่ราคามันโครตแพงเลย 10,000 up ทั้งนั้น นักศึกษาอย่างผมจะเอาปัญญาที่ไหนไปเรียน – –

แต่แล้วก็เกิดปิ๊งไอเดีย คิดว่าไอห้องสัมมนาตามคอร์สเรียนเนี่ย อย่างน้อยๆมันก็ต้องมีเด็กเช็ดโต๊ะมั้งล่ะวะ จึงแบกหน้าไปสอบถามงานขอสมัครเป็นคนดูแลความเรียบร้อยในคอร์ส เนื่องจากเราพอมีความรู้เรื่องหุ้น แถมด้วยความถ่อมตัวของการเป็นนักศึกษา ผมจึงโชคดีได้ทั้งงาน ได้ทั้งการเรียนรู้ เทรดเดอร์ 2020 เขามีแนวคิดกันอย่างไร ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ปี ที่ผมวนเวียนอยู่กับองค์กรด้านการลงทุน ผมได้เรียนรู้เรื่องหุ้นแทบจะทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคพื้นฐาน ไล่ไปจนถึงเทคนิคขั้นสูง อะไรที่เรียนไปแล้วก็เรียนซ้ำอีก

ความรู้ทางทฤษฎีในตอนนั้นสำหรับผมถือว่าแน่นปึ้กเอามากๆ และยังได้บทเรียนมากมายจากวิทยากร จากการพบปะพูดคุยกับนักลงทุนที่มาเรียน จนอดไม่ได้ที่อยากจะมาบอกเล่าประสบการณ์ที่ได้พบเจอมา

1. เป็นเทรดเดอร์ต้องไม่คาดหวังเทคนิค

มีความรู้เยอะขนาดนี้คุณคงอาจจะคิดว่า ผมต้อง take profit ทำกำไรจากตลาดได้ดีแน่ๆ แต่เปล่าเลยครับ ผมเจ๊ง !!! (เพราะรู้จนโง่)

ความเป็นจริงของตลาด ไม่ว่าเราจะวิเคราะห์หรือใช้เครื่องมือทางเทคนิคขั้นเทพแค่ไหน probability หรือความเป็นไปได้มันมีแค่ 2 อย่างเท่านั้น นั่นคือ ขึ้นกับลง โอกาสคือ 50-50% หุ้นวิ่งไปตามเทคนิคเป๊ะ กับหุ้นวิ่งไม่เป็นไปตามเทคนิคเลย

ที่คุณเห็นเขาสอนๆกันตามคอร์สเรียน ตาม youtube มาโชว์วิเคราะห์กราฟ ใส่ข้อมูลทางเทคนิคลงไปให้มันดูโก้ หรู ดูน่าเชื่อถือ พวกนี้คือตัวอย่างที่ผู้สอนเขาอยากให้เห็นเท่านั้น แล้วไอที่มัน fail ละ คงไม่มีใครกล้าเอามาให้ดูกันหรอกจริงไหม

ยิ่งเราไปใช้เทคนิคขั้นสูงอย่างไอพวกนับแท่งเทียน (TD sequential count), elliott wave เราก็ยิ่งไปคาดหวังกับมันมากขึ้น ผมจะขอยกตัวอย่างถึงผลเสียให้ดูว่าจะเป็นยังไง

  • คุณรู้มาก คุณคิดว่าเทคนิคคุณเจ๋ง คุณจะมั่นใจ คุณจะ overtrade : เพราะเราเล่นเอารวยกันทุกคน สัญญาณมาครบทุกเงื่อนไขมีหรอคุณจะไม่อยากลอง
  • เมื่อคุณซื้อเพราะความมั่นใจเต็มเปี่ยม คุณจะใจจดใจจ่อกับหุ้นตัวนั้นๆมาก แน่ล่ะ เพราะคุณคาดกับหวังมันไว้สูงนิ สิ่งนี้จะทำให้คุณเสียโอกาสในการดูหุ้นตัวอื่น
  • หากราคาไปผิดทาง อันนี้ร้ายแรง เพราะส่วนใหญ่จะไม่ยอม cut loss กัน เฮ้ยวิเคราะห์มาดีขนาดนี้ ตรงตามเงี่อนไขทุกอย่าง เดี๋ยวราคามันก็กลับมาเอง บางคนอาจจะบ้าถัวเพิ่มเข้าไปอีก ตรงนี้แหละครับที่ทำให้มือใหม่เจ๊งกัน
  • หากโชคดีถูกทางได้กำไรจากไม้นี้ คุณจะมั่นใจมากขึ้น กล้ามากขึ้น คุณจะเริ่มฝันถึง porsche, ferrari  และครั้งต่อไปคุณก็จะเสี่ยงยิ่งขึ้นไปอีก
  • ยังไม่รวมความเป็นไปได้อื่นๆอีกมาก เช่น ขึ้นแล้ว throwback กลับมา, ย่อลงมาก่อนค่อยขึ้น พักฐานออกข้างต่อไป มันเป็นไปได้แทบทุกอย่าง

เห็นไหมครับว่าการที่เรามั่นใจในเทคนิคมากๆกลับกลายเป็นผลเสียได้ยังไง พอเราคาดหวังสูงแล้วมันพลาด ความรู้สึกจะเจ็บปวดเหมือนโดนหักอกเลยทีเดียว

คนที่เป็นเทรดเดอร์จะต้องปลงให้ได้ว่า “ตลาดคือสิ่งที่รู้ดีและฉลาดกว่าเราเสมอ” เมื่อคุณหยุดมโนและยอมรับความไม่แน่นอนตรงนี้ได้ คุณจะอดทนต่อความผันผวนในระยะสั้น และเทรดได้อย่างสบายใจมากขึ้นได้อย่างแน่นอน

2. เสียอะไรเสียได้แต่อย่าเสียโอกาส

คุณเคยมีประสบการณ์แบบผมไหม คิดอยากจะซื้อหุ้นตัวหนึ่งแต่ไม่ได้ซื้อ อาจเนื่องด้วยยังอยู่ในภาวะสะสม วิ่ง sideway สะเปะสะปะ พอรู้ตัวอีกทีราคาก็วิ่งขึ้นมาสูงแล้ว จากนั้นก็รู้สึกเสียดายแล้วย้อนกลับมาถามตัวเองว่า “เวลานั้นกูรออะไร ?”

และไม่ใช่แค่ในตลาดหุ้นเท่านั้นนะ ชีวิตจริงก็เหมือนกัน ถ้าคุณรอ(ที่รอเพราะจากความไม่มั่นใจ) คุณก็จะต้องรอต่อไปเรื่อยๆ รอไปจนเสียโอกาส ถ้าคุณจะเอาชัวร์ต้นทุนคุณจะสูงมาก ตลาดสินค้าประเภท leverage สอนเรื่องนี้ไว้เป็นอย่างดี RR ก็น้อย stop ก็สั้น โครตจะเสียเปรียบ

เมื่อคุณมีการทำ money management มีการวาง position sizing ไว้อย่างดีแล้ว (เช่น stop 1% ของพอร์ต) ขอเถอะ ! จงอย่าไปรอชัวร์ โดน stop ช่างหัวมัน  ได้/เสีย กับเทรดเดอร์มันของคู่กัน

การเป็นเทรดเดอร์สำหรับผมไม่ได้ซื้อเพราะคิดว่ามันจะขึ้นหรือลง แต่ซื้อเพื่อหาโอกาสในการทำกำไรสูงสุด ไป/ไม่ไปเราไม่รู้ แต่ถ้าของมาต้องมีเราอยู่ด้วย manage ความไม่รู้ของตัวเอง  เลือกทุกโอกาสและบริหารความเสี่ยงเอาให้ได้

3. อะไรคือจุดเริ่มต้นของเทรดเดอร์ในการทำกำไร

คุณจะต้องไปเรียนวิธีนี้ เทคนิคนี้แล้วคุณจะกำไร ผมบอกได้เลยว่าไม่จริง จากประสบการณ์พบเจอผู้เรียนหลายๆท่าน พวกเขาเริ่มกำไรจากการ check list trading record ของตัวเอง

เป็นเรื่องแปลกของมนุษย์อย่างหนึ่ง เราจะผิดพลาดอะไรซ้ำๆแบบไม่รู้ตัว เป็นทุกเรื่องไม่ใช่แค่เรื่องการเทรด ทางเดียวที่จะแก้ได้คือ คุณต้องดูทบทวนมันซ้ำๆนี่แหละ

เทคนิคพื้นๆทุกคนมีกันอยู่แล้ว price action, divergence แนวรับต้าน ถ้ายังใช้ท่าพื้นฐานพวกนี้หากินไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาหาเรียนท่ายากมาใช้ให้มันวุ่นวายหรอก เวลาพลาดเพราะอะไร ขายหมูเพราะอะไร ไม่ได้เข้าเพราะอะไร ถูกทางเพราะอะไร ทำไมซื้อ ทำไมขาย

แคปหน้าจอไว้ ปริ้นออกมาเลยก็ได้ แล้วลองเขียนวิเคราะห์ดูบ่อยๆ เทรดเดอร์ทุกคนล้วนแล้วแต่มีสไตล์ มีท่าถนัดของตัวเองทั้งนั้น อยากรู้ข้อผิดพลาดของตัวเองต้องมั่นทบทวนตัวเอง ไม่ใช่จ้องแต่จะหาวิชาขั้นเทพเพียงอย่างเดียว

4. ฟูลไทม์เทรดเดอร์ อย่าฝันซะให้ยาก

เคยลองเป็นดูแล้ว full time trader 1 ปีเต็ม ไม่ได้ชิลล์อย่างที่คิดเลย เพราะ

  1. ตลาดไม่สามารถเล่นได้ตลอด : จริงๆมันก็เล่นได้นะ แต่คุณจะถนัดทุกสภาวะตลาดเลยหรอ ยิ่งพยายามก็จะยิ่งหาท่ายากไปเล่น ใช้พลังงานเยอะ โอกาสเสียก็มากกว่า
  2. Scalping  : Day trade,  High Frequency Trading จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ ถ้าคุณยังเป็นมนุษย์อยู่ เทรดทุกวัน คุณจะต้องพบเจอกับสภาวะหนึ่งที่เรียกว่า Burnout เล่นยังไงก็มือตก บางทีทะเลาะกับแฟนมา มีวันที่หงุดหงิดบ้าง อารมณ์ดูกราฟก็ใช่ว่าจะมี
  3. ไม่ดูกราฟกำไรกว่า : โดยเฉพาะกับตลาดสงครามอารมณ์อย่างฟอเร็กซ์ ถ้าดูคุณจะกลัวทำให้ถือไม่สุด แรงเหวี่ยงมันสูง กลายเป็นว่าผมทำงานประจำไปด้วยเล่นหุ้นไปด้วยกำไรดีกว่า
  4. ต้องมีเงินลงทุน : อย่าง forex หรือ CFD Stocks ต้องใช้อย่างต่ำ 3,000 usd เพราะมัน make sense เสีย 1% ของ port ก็แค่ 30 เหรียญ คิด RR 3:1 เวลาได้ก็ได้อย่างต่ำ 90 เหรียญ แบบนี้จะทำให้เรายึดมั่นตามแผนได้ ไม่ overtrade กับหุ้นก็เหมือนกัน สังเกตุสิหุ้นดีๆราคามักจะไม่ถูก ไปเล่น DW คุณก็แพ้ time decay การที่มีเงินเยอะจะสามารถกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าคนงบน้อย ทั้งยังมีโอกาสเข้าหุ้นได้มากกว่าด้วย

สรุปแล้ว จะเป็นฟูลไทม์ได้ต้องมีรายได้อย่างน้อย 2 ทางเป็นอย่างต่ำ ฟรีแลนซ์+เทรดเดอร์ แบบนี้เวิร์ค ไม่งั้นจะเจอแรงกดดันที่มหาศาล

5. ท้ายสุดเทรดเดอร์คือคนที่ปิดความเสี่ยงที่ตัวเอง

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวไว้ว่า We enjoy the process far more than the proceeds, though I have learned to live with those too. – เรามีความสุขกับกระบวนการลงทุนมากกว่าเงินที่ได้รับ แม้ว่าฉันต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเงินด้วยเช่นกัน

ไม่ว่าจะทางพื้นฐานหรือทางเทคนิค คุณก็ต้องยึดมั่นตามแผนเข้าไว้ ได้ช้าได้น้อยไม่สำคัญเท่ากับอย่าขาดทุนหนัก หรือได้กำไรไปแล้วแต่ดันขาดทุน ทำให้ฐานทุนวนกับมาที่เดิม เพราะมันไม่ใช่แค่เสียเงิน แต่มันเสียเวลา เสียโอกาส

คุณอย่าเป็นนักเก็งกำไรที่ใจถึง คนที่ใจถึงคือคนที่จำกัดความเสี่ยง ทำ money management ไว้เป็นอย่างดีแล้ว เขาถึงได้กล้า ไม่ใช่ใจนักเลง

เวลาเจอความรู้สึกกลัว ความรู้สึกโลภ อยากเอาชนะ อยากเอาคืน คุณต้องท่องไว้ในใจเสมอ เรามีแผนเทรดและเราจะทำตามแผน ไม่เพ้อฝัน ไม่มโน อดทนทำตามแผนเข้าไว้ แล้วตลาดจะให้รางวัลกับคุณเอง

โลกของการเก็งกำไรมันโหดอยู่พอสมควร คำพูดที่ว่า “คนส่วนน้อยคือคนที่จะได้กำไรจากตลาด” ยังคงเป็นจริงเสมอ ไม่ว่าจะกี่ปีกี่ยุคสมัย

ในวงการนี้คุณต้องเชื่อมั่นในตัวเองให้มากๆ ดังที่พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้ว่า “อย่าเชื่ออะไรทั้งสิ้น อย่าเชื่อแม้สมณะนั้นจะเป็นถึงอาจารย์ แต่จงเชื่อปัญญาของตัวเอง” อยู่ไปให้นานๆ แล้วตลาดจะสอนคุณเอง


ปล. โปรดจงเลือกเอาคำแนะนำที่ดีที่สุดไปใช้เท่านั้น ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น

Facebook Comments

Comments

Leave A Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.