ความจริงของ “อิสรภาพทางการเงิน” ที่คุณต้องรู้

ความรู้สึกเป็นอิสระในการทำสิ่งต่างๆคือองค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้คนเรามีความสุข ยิ่งยุคนี้เรามีทางเลือกในการสร้างรายได้มากมาย และไม่ว่าใครต่างก็โหยหาอิสรภาพในการทำงานสามารถออกแบบอะไรต่อมิอะไรเอง อยากที่จะเป็นเจ้าของชีวิต ด้วยเหตุนี้เอง อิสรภาพทางการเงินหรือ passive income จึงถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อเป็นแรงจูงใจทางการตลาดได้ดีที่สุด

ในบทความนี้ ผมจะไม่ขอพูดถึงในเรื่องของวิธีการ เช่น 10 ways to make passive income ,เงิน 4 ด้าน พวกนี้มันมีเขียนกันเกลื่อนแล้ว ผมอยากที่จะขอแชร์ในมุมมองที่ไม่ค่อยมีคนพูดถึง มาดูกันเลยดีกว่า…

อิสรภาพทางการเงิน คุณเข้าใจมากแค่ไหนกัน

อิสรภาพทางการเงิน อาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูง

เราต่างก็เห็นพ้องต้องกันจากในอดีตว่า “อะไรก็ตามที่ต้องแลกมาด้วยอิสรภาพ มักจะมีต้นทุนที่สูงเสมอ” ไม่ว่าจะเป็นชีวิต เลือดเนื้อ ความเสี่ยง อิสรภาพทางการเงินก็เช่นกัน

ตัวอย่าง หากคุณต้องการ passive income ที่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายต่อเดือน 30,000 บาท

  • ถ้าคุณใช้วิธีฝากประจำ ดอกเบี้ย 2% คุณต้องมีเงินต้น 18,000,000 บาท
  • ลงทุนในอสังหาให้เช่า คุณก็ต้องลงทุนด้วยเงินที่สูงจากราคาอสังหาเป็นล้าน
  • ลงทุนหุ้นพื้นฐาน หวังเงินปันผลประมาณ 6% (6% ถือว่าชัวร์แน่ไม่นับ growth) คุณต้องถือมูลค่าหุ้นประมาณ 7,000,000 บาท
  • ทำธุรกิจเครือข่าย MLM อาจต้องใช้เวลาลงแรง เอนเตอร์เทน สร้างเครือข่ายกันเป็นปี กว่าจะถึงต่ำแหน่งสูงๆ เพื่อที่จะปล่อยให้องค์กรดูแลตัวมันเองได้ ไหนจะเรื่องของการเลือกบริษัทอีก
  • คอร์สออนไลน์ หรือพวก E-book คุณก็ต้องคอยปรับปรุงเนื้อหา ทำการตลาดอยู่เรื่อยๆ ไอพวกระบบ affiliate ก็เหมือนกัน มันต้องสร้างแบรนด์ขึ้นมาก่อน ไม่งั้นใครจะมาซื้อ

แล้วไอพวกที่บอก “สร้าง passive income ไม่เห็นต้องใช้เงินลงทุน” ตามแนวคิดมันก็พอทำได้นะ อย่างการกู้เงินซื้อคอน ยอมจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ 5-6% ค่อยๆผ่อนไปเรื่อยๆ หวังปล่อยเช่าให้ได้ค่าเช่ามากกว่าดอกเบี้ยเงินกู้

แต่เวลาของจริงมันต่างกัน ทุกวันนี้คอนโดผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ไอที่ผมอาศัยอยู่ปัจจุบันห้องว่างยังเหลือเยอะแยะ จะมาหวังเรื่องทำเลให้ราคาขึ้นมั่นใจได้หรอ โปรดอย่าลืมว่าดอกเบี้ยเงินกู้นั้นแน่นอน แต่รายได้จากค่าเช่าไม่แน่นอน คุณจะจัดการกับความเสี่ยงไม่ได้

และไม่ว่าจะ income รูปแบบใดก็ตาม มันก็ต้องดูแลกันอยู่เรื่อยๆ ลืมไปได้เลยว่าไม่ต้องทำงาน คิดแบบนี้ถือว่ามักง่ายสุดๆ

อยากมี Passive income หยุด Passive expenses ให้ได้ก่อนดีกว่าไหม

การที่คนๆนึงมีทุนอยู่ในครอบครองเพียงเล็กน้อย เขาผู้นั้นมักไม่คิดที่จะหารายได้จากทุนตรงนี้เลย แต่เขาจะบริโภคทุนที่มีอยู่อันน้อยนิดนี้อย่างประหยัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ แถมยังต้องคอยใช้แรงงาน ทำงานเพื่อเติมทุนนี้ไปเรื่อยๆ ก่อนที่ทุนอันน้อยนิดนี้จะหมดไป นี่คือรูปแบบของแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศ (รายได้ของเขามาจากแรงงานล้วนๆ)

แต่เมื่อไรก็ตามที่เขามีทุนในจำนวนที่มากพอ มีเงินเหลือเก็บ แถมยังสามารถใช้เลี้ยงดูตัวเองได้ไปตลอดหลายเดือน ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว เขาก็จะพยายามหาช่องทางใช้ทุนก้อนนี้นำไปลงทุน เพื่อหวังเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในอนาคต

ฉะนั้นก่อนที่คิดอยากจะมี passive income นอกจากคุณยังต้องขยันสร้าง active income ให้มากพอแล้ว คุณต้องอดทนที่จะไม่สร้าง Passive Expense (ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเป็นหนี้) อีกด้วย

ค่าใช้จ่ายที่ต้องลดให้ได้ก็พวกหนี้ อะไรที่ต้องผ่อน เช่นพวกดอกเบี้ยบัตรเครดิต ดอกเบี้ยเงินกู้ ดอกเบี้ยสินเชื่อ พวกนี้ดอกเบี้ยสูงเกือบ 20% ต่อปี

รถยนต์ก็เหมือนกัน ก่อนจะซื้อคิดให้ดีๆก่อน ซื้อผ่อนยังไงก็ไม่คุ้ม สินเชื่อรถเฉลี่ยแล้วสูงมาก ไม่มีลดต้นลดดอก หาเงินก้อนมาโปะลดได้เต็มที่ไม่เกิน 50 % แน่ๆ แถมยังมีค่าเสื่อม (time decay) เดือนละ 1% อีก ใช้ไป 5 ปีราคาลดตั้งครึ่ง + ค่าบำรุง

ฉะนั้นหากคิดอยากลงทุน ก็ไม่ควรสร้างหนี้กับของที่มันลดมูลค่าตามกาลเวลา แต่ก็เอาเหอะ เรื่องรถกับคนไทยมันเถึยงกันไม่ได้

concept การมี passive income ที่ดี คือต้องหมดห่วงในเรื่องเงินจริงๆ ถ้ายังไม่หมดห่วง ก็อย่าหวังสร้างหนี้ ถ้าเรามีหนี้ที่ต้องผ่อนชำระเป็นเวลาหลายปี มันจะทำให้เราไม่ค่อยกล้าคิดที่จะนำเงินไปลงทุน แถมการมีภาระต้องใช้จ่ายทุกเดือน มันจะทำให้เกิดความกดดันเวลาผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

เข้าใจเป้าหมายการมีอิสรภาพทางการเงินของตัวเองให้ได้

อยากคิดจะมี passive income แล้วตอบได้ไหมว่า “ตัวเองอยากมีอิสรภาพทางการเงินไปทำไม ?”

“คนเราเกิดมาเพื่อใช้ชีวิต ไม่ได้เกิดมาเพื่อหาเงินทั้งชีวิต” แล้วอะไรคือการใช้ชีวิต ???

ของคนอื่นผมไม่รู้ แต่เป้าหมายการมี passive ของผมคือ “อิสรภาพในทางเลือก” ทำให้ชีวิตมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ต้องผูกติดกับเรื่องเงินอยู่ตลอดเวลา พูดง่ายๆก็คือ “อิสรภาพทางการเงิน เป็นวิธีที่จะทำให้เราสบายใจในเรื่องเงินมากขึ้น”

ความมั่งคั่งคือการมีกระแสเงินสดไหลเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ

โดยแรกเริ่ม ต้องขยันสร้างรายได้จากงานประจำ(active income) ให้มากพอ และพยายามลด Passive Expense พวกที่ต้องผ่อนทั้งหลาย (ชีวิตต้องเริ่มจากทุน)

ทีนี้พอแรงเหลือ มีเวลาว่างก็ต้องมานั่งคิดกันหน่อย ว่าจะใช้แรงสร้างรายได้เสริมเป็นรายได้จากหลายแหล่ง (multiple streams of income) หรือจะใช้เวลาศึกษาในเรื่องของการสร้าง asset ประเภทต่างๆ ก็ขึ้นอยู่กับจริตของแต่ละคนไป

อยากมี passive income หลักล้านต่อเดือน มันก็ต้องเริ่มจากหลักหมื่นก่อน เมื่อคุณสามารถขึ้นไปอยู่เหนือเงินได้ ความต้องการเงินมันจะลดน้อยลง แม้จะยังไม่มาก แต่มันจะดีต่อใจ มีความสุขมากขึ้น กล้าคิดกล้าลงทุน (เพราะไม่ต้องกดดันเรื่องเงินแล้ว)

ทั้งนี้ก็ใช่ว่าจะปล่อยให้ทรัพย์สินผลิตเงินไปได้ตลอดโดยไม่ต้องทำอะไร เพราะถึงไงเราก็ยังต้องคอยดูแล คอยอัพเดทเครื่องผลิตของเราอยู่เรื่อยๆ ขยัน อดทน คุ้มค่าในระยะยาวแน่นอน

ชีวิตคนไม่ว่ายังไงก็ต้องทำงาน

ส่วนตัวในฐานะของคนที่ชื่นชอบการลงทุน ผมตอบได้เลยว่าผมโชคดีมากๆ ที่สามารถมีอิสระได้อย่างเต็มที่ในเรื่องของวิธีการทำงาน และการสร้างรายได้ แต่ปัญหาคือ “ถ้าผมหลงละเลิงกับความเป็นอิสระนั้นชีวิตผมจะต้องล้มเหลวอย่างแน่นอน”

ผมจะไม่มีทิศทางในการทำงานจนไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่เก่งขึ้น ไม่เติบโต สุดท้ายชีวิตผมอาจจะลงเอยด้วยการไม่ได้สร้างผลลัพธ์อะไรใหม่ๆในชีวิตออกมาเลย (รวมถึงไม่สามารถเขียนบทความใหม่ๆได้ด้วย)

เพราะการไม่ทำงานคืองานที่หนัก

หัวใจสำคัญของคำว่าอิสรภาพ จึงอยู่ที่การหาขอบเขตของมันให้เจอ ซึ่งอาจเป็นการที่ได้กำหนดกฎระเบียบวินัย และข้อบังคับส่วนตัวต่างๆขึ้นมา เพื่อการพัฒนาตนให้เก่งขึ้น ดีขึ้น จนสามารถบรรลุตามเป้าหมายที่ตัวเองวาดฝันไว้

โสกราตีส(Socrates) นักปราชญ์เมื่อ 470 ปีก่อนคริสตกาล กล่าวเอาไว้ว่า “คนที่เป็นอิสระอย่างแท้จริง จะเป็นอิสระได้ก็ต่อเมื่อลงมือฝึกฝนบางสิ่งอย่าง จนเกิดเป็นความเชี่ยวชาญแล้วเท่านั้น”

สุดท้ายความจริงในระบบทุนนิยมก็คือ “เรื่องเงิน” มันเป็นสิ่งที่เราต้องบริหารจัดการไปตลอดทั้งชีวิต อย่าคิดว่าไม่ต้องทำงาน อย่าคิดว่าจะหมดห่วงกับมันได้เป็นอันขาด ส่วนเราจะมั่งคั่ง ร่ำรวยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับความรู้ในการลงทุนของคุณเองล้วนๆ


แด่ความสำเร็จครับ

ปล. 1 บางครั้งเราก็ต้องการคำชี้แนะจากคนอื่น รบกวนช่วยคอมเมนต์บทความนี้ด้วยครับ

ปล. 2 โปรดเลือกเอาคำแนะนำที่ดีที่สุดไปใช้เท่านั้น ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น

 

Facebook Comments

Comments