ผู้นำมีวิธี “เลือกคนทำงาน” อย่างไร

Endurance: Shackleton’s Incredible Voyage เป็นหนังสือ bestselling ของ Alfred Lansing นักเขียนชาวอเมริกัน ที่โด่งดังในปี 1959 บอกเล่าเรื่องราวการเดินเรือสำรวจไปยังทวีปแอนตาร์กติกาสุดแสนหฤโหดของนักผจญภัยชาว Irish นามว่า Sir Ernest Shackleton (เซอร์ เออร์เนสต์ แชคเคิลตัน) พร้อมด้วยลูกเรือรวม 28 คน บนเรือสำรวจสัญชาติ Norway เอ็นดูแรนซ์ (Endurance ship)

พวกเขามีความตั้งใจที่จะสร้างประวัติศาสตร์อันกล้าหาญ โดยการเป็นทีมสำรวจแรกที่เดินทางพิชิตข้ามทวีปแอนตาร์กติกา โดยหารู้ไม่ว่าขั่วโลกใต้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่พวกเขาคิด

เพียงไม่กี่วันที่ออกเดินทางจากหมู่เกาะเซาท์แซนด์วิช(South Sandwich Islands) สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น ฤดูหนาวมาเร็วกว่ากำหนดเป็นเหตุทำให้เรือต้องติดแหง็กอยู่กับธารน้ำแข็ง ลอยล่องอยู่กับที่เป็นเวลายาวนานกว่า 10 เดือน ก่อนจะอับปางลงในวันที่ 21 พฤศจิกายน 1915 เพราะทนกับแรงดันของแผ่นน้ำแข็งไม่ไหว

ในขณะที่ตั้งแคมป์บนธารน้ำแข็งอย่างสิ้นหวัง กัปตันแชคเคิลตันตระหนักดีว่า “นี่ไม่ใช่ภารกิจสำรวจอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือภารกิจเอาชีวิตรอดที่กินเวลายาวนานนับปี” และเขาก็ได้รวบรวมความกล้าก่อนที่จะป่าวประกาศภารกิจใหม่ให้ลูกเรือได้ฟัง “Ship and stores have gone, so now we’ll go home”

เมื่อฤดูร้อนในเดือน เมษายน 1916 มาถึง น้ำแข็งเริ่มละลายพอที่จะนำพาเรือเล็กออกไปได้ กัปตันแชคเคิลตันสั่งให้ลูกเรือทั้งหมด 28 คน ออกเดินทางกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดด้วยเรือชูชีพขนาด 22 ฟุต เพียง 3 ลำ ลอยล่องขึ้นเหนือไปจนถึงเกาะเล็กๆที่ชื่อว่า เอลเลแฟนต์(elephant island) ที่ซึ่งเป็นเกาะร้าง

ก่อนที่กัปตันจะตัดสินใจสั่งให้ลูกเรือที่เหลือ 22 คน ปักหลักรอที่เกาะแห่งนี้ และนำพากะลาสี 5 คนออกเดินทางฝ่าทะเลเป็นระยะทางเกือบ 1,300 กม. เพื่อขอความช่วยเหลือ จนมาถึงเกาะ South George Island ได้อย่างเหลือเชื่อ

และแล้วในวันที่ 30 สิงหาคม 1916 พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากเรือ yelcho สัญชาติชิลี ทำให้กัปตันแชคเคิลตันสามารถเดินทางกลับมาช่วยลูกเรือที่เหลืออีก 22 คนได้สำเร็จ ปิดฉากการเดินทางราวกับนรกนี้ ที่กินระยะเวลายาวนานเกือบ 2 ปีเต็ม

อ้างอิงจาก www.nytimes.com <<< link

เรื่องจริงที่เหลือเชื่อราวกับเทพนิยายนี้ กลายเป็นที่สนใจของผู้นำและผู้บริหารหลายคนทุกยุคสมัย

ลองคิดดูถึงสิ่งที่ลูกเรือต้องเผชิญสิครับ มันคือสภาพอากาศที่เร็วร้ายถึงขีดสุด ต้องเจอกับความมืดมิดและหนาวเหน็บตลอดเกือบ 2 ปี ต้องรับมือกับอารมณ์ที่แปรปรวนของเพื่อนร่วมทาง กำลังใจที่ถดถอย ความไม่พอใจไม่ลงรอยกันในหมู่ลูกเรือ ความกลัวตายที่อาจทำให้กลายเป็นคนป่าเถื่อนหันมาฆ่ากินกันเองได้ทุกเมื่อ ขาดน้ำ ขาดอาหาร หมดแรง เมาเรือ ทุกสารพัดความโหดร้าย ซึ่งเป็นไปได้ยากที่ลูกเรือจะสามารถรอดชีวิตกลับมาได้ครบทุกคน

หลายสำนักได้ยกเครดิตให้กับ กัปตันเออร์เนสต์ แชคเคิลตัน ว่าเป็นผู้นำที่ปราดเปรื่อง ดังเช่นลิ้งที่ผมอ้างอิง

แต่หากลองพิจารณาดีๆ มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะควบคุมชายคลั่งสติแตกได้ถึง 27 คน ในสถานการณ์แบบนั้น ต่อให้เป็นผู้นำที่เก่งกาจแค่ไหนก็เถอะ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาทั้งหมดได้ถูกคัดสรรเป็นอย่างดีมาตั้งแต่แรกแล้ว

…ใช่ครับ ทุกคนรอดมาได้ไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์ช่วย แต่เกิดจากความเหมาะสมของคนที่มา “ลงเรือลำเดียวกัน” มากกว่า

การ เลือกคนทำงาน ในแบบฉบับของผู้นำ

อ้างอิง https://www.coolantarctica.com <<< link

“ต้องการชายฉกรรจ์มาร่วมเดินทางสุดแสนอันตราย ค่าตอบแทนต่ำ ต้องอยู่กับความมืดมิดและหนาวเหน็บนานหลายเดือน เกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ  ไม่รับประกันถึงความปลอดภัย แต่หากงานนี้ประสบความสำเร็จ คุณจะได้ทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศ”

Sir Shackleton เขาพบเจอสุดยอดลูกทีมด้วยการลงประกาศผ่านหนังสือพิมพ์ง่ายๆ เหมือนกับการประกาศหางานทั่วไปนี่แหละ

แต่สิ่งที่แตกต่างคือ content ที่เขาใช้ มันแสดงถึงเจตนารมณ์ชัดเจน ทำให้ลูกเรือ Endurance มีแต่คนแกร่งที่ผ่านการดิ้นรนเอาชีวิตรอดมานักต่อนัก คนที่ไม่สนเรื่องเงินทอง คนบ้าที่ชอบทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  คนที่มองเรื่องยากเป็นโอกาส คนที่พร้อมกับความตาย

ที่น่าแปลกใจเลยก็คือ ลูกเรือบางคนไม่เคยเป็นกะลาสีเรือมาก่อน บางคนไม่รู้วิธีใช้เชือกหรือกางใบเรือเลยด้วยซ้ำ กัปตันแชคเคิลตันเองไม่ได้สนใจตรงจุดนี้เลย ขอแค่ให้ค่านิยมของลูกเรือสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของการเดินทางเท่านี้ก็เพียงพอ

ทำไมผู้นำถึงต้องเลือกคนทำงานเหมาะสม ?

ธุรกิจก็เปรียบเสมือนการเดินเรือบนธารน้ำแข็ง “เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้ราบรื่นตลอดทาง” สิ่งที่ลูกเรือ Endurance เผชิญก็คือ โลกที่เต็มไปด้วยอันตราย มีสิ่งไม่คาดฝันคอยขัดขวางหรือลดทอนความสำเร็จเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ธุรกิจเราเองก็เช่นกัน

ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจแบบไหน คุณก็ต้องเจอกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนของตลาด ค่าเงินบาทที่แข็ง ความสามารถของคู่แข่งใหม่ๆที่จะทำให้ธุรกิจของคุณตกกระป๋องไปในชั่วข้ามคืน พร้อมด้วยอีกหลายๆปัจจัยที่จะมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดคุณอีกนับไม่ถ้วน คุณไม่มีทางควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้เลย คุณจะไปขอให้รัฐบาลช่วย อ้อนวอนคู่แข่ง ขอความเห็นใจจากลูกค้า มันเป็นไปไม่ได้

คุณออกแบบสิ่งภายนอกไม่ได้ แต่คุณทำได้จากภายใน ฉะนั้นหากธุรกิจคุณต้องการบรรลุวิสัยทัศน์ให้เป็นจริงในระยะยาว คุณต้องมี “คนที่เหมาะสม” กับธุรกิจของคุณด้วย

ผู้นำต้องกล้าปล่อยคนเก่งให้ผ่านไป

บริษัทหนึ่งมีพนักงานบัญชีเข้ามาใหม่คนนึง ด้วยระดับความรู้ความชำนาญการใช้ฟังก์ชั่น Macro + VBA เขาสามารถสร้างเนื้องานได้เท่ากับคน 3 คน ในเวลาที่รวดเร็วกว่าคนอื่นถึง 5 เท่า ทำให้มีเวลาว่างเหลือเฟืออยู่ในที่ทำงาน และเขาก็ใช้มันไปกับการเล่นเน็ต

แล้วหัวหน้าซึ่งส่วนใหญ่จะทนไม่ได้หรอกครับ ถ้าได้เห็นพนักงานว่าง หัวหน้าก็จะเริ่มพยายามสร้างงานเพื่อให้คนเก่งมีอะไรทำอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นงานปลอมๆ ที่นำไปสู่โครงสร้างปลอมๆ จนกลายเป็นปัญหาวุ่นวายตามมาอีกเป็นพรวน

คุณอาจสงสัยว่า “เป็นไปได้ไหม ที่จะกระตุ้นคนให้มีค่านิยมร่วมได้” คำตอบคือไม่มีทาง เพราะคนที่เฉื่อยชาเขาก็จะเฉื่อยชาอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ ถ้าคุณรับพนักงานเข้ามาแล้วยังต้องมาคอยมอบงานให้ คอยบริหาร คอยควบคุมและสร้างแรงจูงใจให้ทำงาน นั่นแปลว่าคุณพลาดตั้งแต่ตอนจ้างแล้ว

ผู้นำจะเลือกคนทำงานที่มีค่านิยมหรือจุดมุ่งหมายที่สอดคล้องกันกับธุรกิจตั้งแต่แรก เพราะคนเหล่านี้คือ “คนที่สามารถสร้างผลงานเองได้ แม้บริษัทจะไม่มีโจทย์ให้ทำ”

จะหาคนเก่งมาทำงานได้จากไหน

การประกาศรับสมัครงานในลักษณะที่กล่าวถึงคุณสมบัติพื้นฐานของผู้สมัคร พร้อมทั้งเขียนคำบรรยายลักษณะงาน (Job description) ในสมัยนี้อาจเป็นเรื่องที่ดูเชยไปแล้ว คุณเห็นด้วยไหม ?

ในการประกาศรับสมัครลูกเรือของ Sir Shackleton เขาไม่ได้เขียนในทำนองที่ว่า “ต้องการผู้ร่วมเดินทางสำรวจไปกับกัปตันผู้ยิ่งใหญ่ จ่ายค่าตอบแทนสูง รู้วิธีใช้เชือกและกางใบเรือ ทำงานภายใต้ภาวะแรงกดดันได้ดี หากมีประสบการณ์เดินเรือจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ” (ข้อความคุ้นๆไหม ?)

เขาประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไปยังในที่ๆอันตราย พร้อมบอกด้วยว่าต้องเจอกับอะไร เขารวบรวมคนที่เชื่อและมีความต้องการในจุดหมายเดียวกัน มาร่วมมือกันทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่

จุดมุ่งหมายและค่านิยมที่ชัดเจน จะเป็นตัวกำหนดความคาดหวังของพนักงาน ถ้าพวกเขาไม่รู้ถึงจุดมุ่งหมายของบริษัท พวกเขาย่อมไม่รู้ว่าควรจะคาดหวังสิ่งใด นอกจากสิ่งพื้นฐานอย่างค่าจ้าง สวัสดิการ ความสะดวกสบาย ซึ่งของแบบนี้มันหาจากบริษัทไหนก็ได้

 ธุรกิจทั่วไปจะมอบงานให้คนทำ

แต่ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะมอบจุดมุ่งหมายให้ทำ

และจงอย่าไปกังวลกับเรื่องโปรไฟล์มากนัก คนยุคนี้เก่งไม่เก่งอยู่ที่ความใส่ใจ คนที่ไม่เก่งก็คือคนที่ไม่ได้สนใจในเรื่องเดียวกันกับองค์กรเท่านั้นเอง

คนที่ผู้นำต้องการจริงๆ คือคนที่ไม่จำเป็นต้องมีใครมาคอยชี้แนะแนวทางมากมาย เขาสามารถที่จะตั้งเป้าหมาย กำหนดรูปแบบการทำงาน วางตัวรับผิดชอบ ตัดสินใจ กล้าที่จะยอมรับ แก้ไข บริหารจัดการทุกอย่างให้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยตัวเอง

อีกทั้งเวลาบริษัทเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาก็ตาม พวกเขาจะมีโอกาสอดทนต่ออุปสรรคได้มากกว่า หรืออาจถึงขั้นยอมเสี่ยงยอมแลก จนสามารถเล็งเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤติได้เลยทีเดียว

“ทุกวันนี้สิ่งที่ตลาดขาดแคลนคือคนที่มีความสามารถ” นี่คือสิ่งที่ HR หรือนักธุรกิจใหญ่หลายท่านต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกัน ได้คนเก่งมาก็อยู่ไม่นาน คนไม่เก่งก็เกาะไม่ยอมปล่อย เด็กจบใหม่ยังไม่ทันได้สร้างผลงานก็ขอขึ้นเงินเดือน งอแงย้ายงานเป็นว่าเล่น

ปัญหากับรายใหญ่อาจไม่หนักหนามาก แต่กับเรานี่สิ ธุรกิจที่พึ่งเริ่มก่อตั้ง ธุรกิจ SME เล็กๆ เราไม่สามารถที่จะจ้างคนเก่งด้วยสิ่งล่อใจประเภท “ค่าจ้างที่สูง” ได้แน่ ครั้นจะไปทุ่มให้กับแผนสร้างภาพลักษณ์องค์กร ,พัฒนาฝ่ายบุคคลให้ช่วยหาวิธีการดึงดูดคนเก่งๆก็มิอาจจะสู้บริษัทใหญ่ๆไหว

สุดท้ายก่อนที่คุณจะรับใครเข้ามาสู่องค์กร ขอให้คุณพึงละลึกไว้เสมอว่า “ไม่ใช่ว่าจะจ้างใครหน้าไหนก็ได้มาทำงาน” คนที่ใช่ อย่างน้อยๆพวกเขาต้องเป็นคนที่สนใจบริษัทคุณ ธุรกิจคุณ สินค้าคุณ สนใจงานของคุณจริงๆด้วย


แด่ความสำเร็จครับ

ปล.1 โปรดเลือกเอาคำแนะนำที่คุณเห็นว่าดีที่สุดไปใช้เท่านั้น

ปล.2 บางครั้งเราก็ต้องการความคิดเห็นของคนอื่น จะยินดีมากหากคุณช่วยคอมเมนต์ในบทความนี้

Facebook Comments

Comments

Leave A Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.