ทำไมถึงควร “วางแผนเกษียณ” ไว้ตั้งแต่ตอนนี้

ตอนผมเริ่มต้นศึกษาด้านการลงทุนใหม่ๆ ผมได้รู้จักกับนักวางแผนการเงินชั้นเซียนคนหนึ่งชื่อว่า พี่หมง มงคล ลุสัมฤทธิ์ wealthdesign เขาบอกว่าคนรุ่นผม(Gen X กับ Y ที่เกิดระหว่าง 1965-1995) หากคิดอยากจะเกษียณ ก็จำเป็นที่จะต้องมีเงินเก็บโดยรวมไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท !!!

แม่เจ้า 10 ล้านเลยหรอ? คิดง่ายๆคือในอนาคตคุณอยากมีเงินใช้เดือนละเท่าไหร่หลังเกษียณ แล้วจะอยู่ไปได้อีกกี่ปี 20,000 พอไหม หรือ 30,000 อย่าลืมคิดเผื่อเงินเฟ้อ 3-4% ทุกปีด้วยนะ ลองมาดูตัวอย่างกันว่าคิดอย่างไรมันถึงต้องใช้เงินถึง 10 ล้าน

สำหรับผมอยากจะเกษียณตอนอายุ 50 ต้องการมีเงินใช้จ่ายอย่างสบายใจเดือนละ 30,000 บาท ในหนึ่งปีก็ 30,000*12 = 360,000 ต่อปี แล้วคิดเผื่ออาจได้ตายตอนอายุ 75 เลยต้องเอา 360,000*25 ปี = 9,000,000 ล้านบาท

แค่นี้ไม่พอ ค่าครองชีพนับวันมันยิ่งสูงขึ้น เลยต้องบวกเงินเฟ้อเข้าไปอีก เงินเฟ้อเฉลี่ย 3-4 % ทุกปี ในที่นี้คิดเป็น 3.5% ต่อปี

เกษียณแล้วอยู่ต่อไปอีก 20 ปี ข้างหน้าก็เอา 1.99 คูณเข้าไป
25 ปี ข้างหน้าก็เอา 2.36 คูณเข้าไป
30 ปี ข้างหน้าก็เอา 2.81 คูณเข้าไป
* หากใครคำนวนเงินเฟ้อไม่เป็นคลิก link > thaifranchisecenter.com

ผลลัพธ์ที่ได้คือ หลังจากเกษียณตอนอายุ 50 และคิดจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีก 25 ปี ต้องการมีเงินใช้เดือนละ 30,000 บาท จำนวนเงินเกษียณอายุรวมที่ต้องมีทั้งหมดจะได้ 9,000,000 * 2.36 = 21,240,000 ล้านบาท !!!

20 ล้านเองจิ๊บๆ – – ที่คิดเผื่อเดือนละ 3 หมื่น ก็เพราะว่ามันยังมีปัจจัยที่เป็นค่าเสื่อมอื่นๆอีกมาก เช่นค่ารักษาพยาบาล ถ้าชีวิตนี้จะเอาแค่ทำงาน เก็บแต่เงินก้อน คุณก็ลองคิดดูนะว่าต้องเก็บเงินไว้ใช้ในยามเกษียณเท่าไรถึงจะพอ

แต่ก็นะ ถึงแม้เมืองไทยเราได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาเป็น 10 ปีแล้ว เราส่วนใหญ่ก็ยังดูเหมือนไม่ค่อยรู้ร้อนรู้หนาวกันสักเท่าไหร่ คงเป็นเพราะเรามักจะเห็นภาพคนแก่ที่นั่งเลี้ยงหลานอยู่บ้าน เช้ามารวมกลุ่มกันออกกำลังกาย ว่างก็ออกไปทำบุญหรือไม่ก็ช้อปปิ้ง ไม่มีเงินลูกหลานก็เลี้ยงดู บําเหน็จบํานาญ เบี้ยชราอะไรก็มี จะซีเรียสไปทำไมฟร่ะ

ก็ถูก! ถ้าคุณจะเป็นคนแก่ในอีก 10 ปีข้างหน้านี้ก็ไม่ต้องห่วงอะไร แต่ถ้าคุณจะต้องเป็นคนแก่ในอีก 20-30 ปีข้างหน้าละก็ (คนที่อายุน้อยกว่า 40 ปีลงมา) หลังจากอ่านบทความนี้จบ คุณอาจจะต้องคิดใหม่ถึงเรื่องการเตรียมตัววางแผนเกษียณเป็นแน่

วางแผนเกษียณ คือสิ่งที่คุณต้องคิดต้องแต่ตอนนี้

ไม่คิดจะอยู่บนโลกนี้นาน จะวางแผนเกษียณไปทำไม

ในประเทศญี่ปุ่น ผู้ชายญี่ปุ่นหนึ่งคนเขาจะมีประกันอยู่ประมาณ 5-6 กรมธรรม์ แต่ถ้าหากเป็นประเทศไทย ลองเดินไปถามชายไทยดูสิ 10 คนถึงจะมีประกันสักกรมธรรม์ นึกสงสัยผู้ชายไทยมันไม่กลัวตายกันหรอ – –

เป็นเรื่องแปลกที่คนหนุ่มสาวสมัยนี้บอกไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ในโลกยืนยาวกันนัก ซึ่งมันผิดเอามากๆ เพราะยุคนี้อายุเรามันโครตยืนยาวด้วยเทคโนโลยีการแพทย์ที่เจริญก้าวหน้าขึ้น คุณหรือผมมีโอกาสที่จะมีอายุเกินกว่า 75 ปี เป็นแน่

“ชีวิตจะน่าสลดแค่ไหน ถ้ามารู้ตัวตอนที่ไม่มีรายได้ และไม่มีแรงทำงาน” แล้วเราจัดการกับตัวเองอย่างไร ถ้ายังไม่ตายเสียก่อน(อย่าไปลุ้นว่าเผื่อตาย) วันที่หมดแรงทำงานไม่ไหว วันที่เราอายุ 60 ปีต้องมาถึงแน่ นอกจากเงินเก็บอาจจะไม่เพียงพอแล้วยังโดนเงินเฟ้อกินเงินต้น ต้องมานั้งกังวลถอนงอกทุกวันชีวิตนี้จะมีเงินพอใช้ไหม เรื่องตายไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือใช้เงินหมดแล้วแต่ดันไม่ตายนี่สิปัญหาใหญ่

ยุคของรัฐสวัสดิการไม่สามารถช่วยเราในเรื่องวางแผนเกษียณได้

สังคมไทยเริ่มเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี พ.ศ. 2504 เป็นต้นมา เป็นยุค Gen X ที่ต่อจากยุค Baby Boomer ทำให้มีคนหนุ่มสาวมากเป็นพิเศษ คนเหล่านั้นต่างนิยมทำงานให้กับบริษัท จ่ายภาษีหนักให้รัฐบาล รัฐบาลจึงต้องมีสามัญสํานึกรับผิดชอบคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยการนำเงินภาษีมาจัดสรรความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเท่าเทียม

เช่น เงินชดเชยรายได้ให้กับผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ, โครงการเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี, เงินเบี้ยเลี้ยงดูคนแก่หลังเกษียณอายุ อธิบายง่ายๆคือ หนุ่มสาว(ภาษี)+บริษัท+รัฐช่วยกันเลี้ยง ระบบพวกนี้เราเรียกมันว่ารัฐสวัสดิการสังคม

แต่จะเป็นยังไงเมื่อต้นแบบรัฐสวัสดิการอย่างเนเธอร์แลนด์ ที่ขึ้นชื่อว่าชาวดัตช์ได้รับสวัสดิการและการดูแลคุณภาพชีวิตอย่างดีเยี่ยม กลับประกาศว่า หมดยุคของการมีรัฐสวัสดิการแล้ว แต่เป็นยุคของ “สังคมมีส่วนร่วม (participation society)” ที่ประชาชนต้องรับผิดชอบตัวเอง

[youtube width=”600″ height=”350″]https://www.youtube.com/watch?v=dlsGkyd34Uc[/youtube]

credit video 6.Aug.2015 : news.voicetv.co.th

แล้วลองหันมาดูประเทศกำลังพัฒนาอย่างบ้านเรา ที่มีผู้สูงอายุสูงเป็นอันดับที่ 2 ใน AEC รองจากสิงคโปร์ ในปัจจุบันสัดส่วนเกื้อหนุนผู้สูงอายุอยู่ที่คนหนุ่มสาว 5 คนต่อผู้สูงอายุ 1 คน (5:1) แต่ในราวๆปี 2568 อัตราส่วนจะอยู่ที่ 3:1 และในปี พ.ศ. 2578 จะอยู่ที่ 2:1

ความมั่นคง ไม่มีแล้วในสงคม

credit : สสช (สำนักงานสถิติแห่งชาติ)

เมื่อก่อนคนหนุ่มเยอะจึงเลี้ยงคนแก่ได้ แต่ในวันนี้คนหนุ่มน้อยคนแก่เยอะ เห็นได้ชัดว่าเราจะมาคอยหวังพึ่งระบบสวัสดิการของรัฐไม่ได้ คุณต้องพึ่งตนเอง สร้างระบบที่จะเลี้ยงเงาหัวตนเองขึ้นมาให้ได้

ไม่จำเป็นต้องวางแผนเกษียณก็ได้ ให้ลูกหลานเลี้ยงดูเอา

สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดของพ่อแม่ในสมัยนี้เลยคือ การทุ่มสุดตัวกู้หนี้ยืมสินเพื่อที่จะส่งลูกเรียนสูงๆ จงอย่าลืมว่าเงินที่คุณต้องส่งลูกเรียนก็คือเงินที่คุณต้องเอามาลงทุน เอามาสร้างทรัพย์ (asset) เอามาส่งประกัน คุณต้องคิดและวางแผนการสร้างชีวิตของคุณเองให้ดีก่อน เพราะค่าเล่าเรียนจบปริญญาตรีลูกเดี๋ยวนี้ก็แพงโครตๆ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ค่าสังคมอีก

แล้วทุกวันนี้มาตรฐานคนมีลูกนั้นอายุ 30 + กันทั้งนั้น ลองคิดดูนะ คุณมีลูกตอนอายุ 30 เลี้ยงดูส่งลูกเรียนจนจบใน 23 ปี จนคุณอายุ 53 แล้วอยากจะเกษียณ อยากจะใช้ชีวิตทำในสิ่งที่อยากทำตอนอายุ 55 เท่ากับว่าคุณมีเวลาให้ลูกแค่ 2-3 ปีเองนะ คุณว่าเค้าจะสร้างชีวิตมาเลี้ยงดูคุณทันไหม ? รีบสร้างชีวิตให้เสร็จและมีลูกก่อน 30 เถอะครับจะได้ทันใช้

และเชื่อผมเถอะครับหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนเขาก็ไม่ได้ต้องการที่จะเป็นภาระให้ลูกมาคอยส่งเงินเลี้ยงดูให้หรอก อีกอย่างลูกหลานอาจจะเลี้ยงดูเราไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่ใช่ลูกหลานไม่กตัญญู แต่ตัวเค้าเองยังเอาตัวไม่รอด กลายเป็นว่าเราเป็นตัวที่ฉุดรั้งความเจริญของเขาไว้ ลูกเราเองก็ต้องมีภาระ เลี้ยงลูก,เมีย จะเอาปัญญาที่ไหนมาดูแลคนเกษียณอย่าเรา ตัวเราในวันนี้เท่านั้นที่จะสามารถเลี้ยงดูตัวเราเองในวันข้างหน้าได้

ภาพผู้สูงอายุในสังคมไทยวันนี้มันดูเหมือนสบาย เพราะคนยุคก่อนมีลูกหลานเยอะ เลยสามารถแบ่งเบาภาระพึ่งพากันได้ ปู่-เฒ่า ส่วนใหญ่ก็ต่างมีกิจการทำสืบทอดกันมา แก่แล้วส่งให้ลูกหลานรับช่วงต่อ มีที่ดินทำกิน มีที่อยู่อาศัย มีบำเหน็จบำนาญ วันๆก็แทบไม่ต้องใช้เงิน

แต่คนยุคเราตอนนี้ไม่นิยมการมีลูก นิยมเป็นลูกจ้าง ส่วนใหญ่ไม่มีกิจการของตัวเอง ไม่มีที่ดิน(เพราะขายที่ไปหมดแล้ว) ไม่มีที่อยู่เป็นของตัวเอง ไม่มีบำเหน็จบำนาญ จะมีก็แต่กองทุนยิบย่อยที่ผลตอบแทนก็ไม่อาจชนะเงินเฟ้ออยู่ดี

ก่อนที่เราจะเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบในปี 2567 หรืออีกไม่ถึง 10 ปี คุณในตอนนี้ยังพอมีเวลาที่จะรู้จักลงทุน สร้างทรัพย์สินหรือเครื่องผลิตเงินสำหรับวางแผนให้ตัวเอง ขอแค่จงจำไว้ว่าตัวคุณคนเดียวเท่านั้นที่จะดูแลตนเองไปจนตายได้ อย่ามาหวังพึ่งใคร


 

Facebook Comments

Comments

Leave A Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.