การนำพลังทวีคูณ (Leverage Power) มาใช้สร้างรายได้ในรูปแบบต่างๆ

ในอดีตกาล บรรพบุรุษเราทำธุรกิจไร่นาเป็นส่วนใหญ่ ถ้าครอบครัวไหนเพาะปลูกเก็บเกี่ยวได้มาก ครอบครัวนั้นก็จะได้เงินมาก

ซึ่งในช่วงแรกๆเราใช้วิธีลงแขก จ้างคนมาช่วยลงแรงกันเยอะๆ แบ่งกำไรที่ได้มาเป็นค่าจ้าง ต่อมาก็เริ่มมีบางครอบครัวลงทุนใช้เครื่องจักร ช่วยในการเพิ่มจำนวนผลผลิตพร้อมทั้งเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มแรงงาน ครอบครัวไหนที่รู้จักใช้เครื่องทุ่นแรง ก็จะกลายเป็นครอบครัวที่ร่ำรวย

เมื่อมาถึงในยุคสมัยนี้ ถ้าคุณอยากหาเงินให้ได้มากๆ… แน่นอน คุณก็ต้องใช้แรงงานให้น้อยลง ใช้เครื่องจักร(เครื่องผลิตเงิน)ให้มากๆ รู้จีกใช้พลังทวีคูณ leverage power เพื่อช่วยผ่อนแรงการสร้างรายได้

การนำพลังทวีคูณไปใช้ในรูปแบบต่างๆ

พลังทวีคูณจากดอกเบี้ยทบต้น

นานมาแล้วใครคนหนึ่งเคยถามอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ว่า “ท่านครับ ท่านคิดว่าอะไรคือประดิษฐกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ชาติ ? “

อัจฉริยะผมยุ่งที่มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1879-1955 ตอบว่า “ก็ดอกเบี้ยทบต้นไง

compound interest is the eighth wonder of the world. He who understands it, earns it … he who doesn’t … pays it. – Albert Einstein

สมมุติคุณมีเงินลงทุน 60,000 บาท (จากการออมเงิน 5,000 ต่อเดือน) และคุณสามารถหาแหล่งลงทุน (หุ้น กองทุนต่างๆ ฯลฯ) รวมๆแล้ว สามารถสร้างดอกเบี้ยให้กับเงินต้นได้ 10 % ต่อปี ใน 1 ปีแรกคุณก็จะได้ดอกเบี้ย 6,000 บาท รวมกับเงินต้น คุณจะมีเงิน 66,000 บาท

และในปีที่ 2 คุณก็สามารถที่จะออมเงินเก็บได้เพิ่มขึ้น 5 % ทุกปี เป็นเงิน 63,000 + กับเงินปีแรก 66,000 = 129,000 บาท ใช้เป็นฐานคิดดอกเบี้ยในปีที่ 2 และปีต่อไปเรื่อยๆ จนครบ 35 ปี คุณก็จะมีรายได้รวมเป็นอย่างต่ำ 30,000,000 ล้านบาท !

Leverage จาก Growth stock

เป้าหมายของนักลงทุนคือการมองหากิจการที่ดูมีอนาคตและเข้าไปลงทุนทำกำไรจากษริษัทเหล่านั้น ถ้าพวกเขาคิดถูกเขาจะได้ส่วนแบ่งเป็นกำไรมหาศาลจากการเติบโตของกิจการ

เช่น ถ้าคุณซื้อหุ้นสนามบิน ปี 2012 ราคา 10 บาท ด้วยเงินทุนหนึ่งแสน ณ.ปัจจุบัน หุ้นสนามบินราคา 60 บาท เงินลงทุนของคุณจะกลายเป็น หกแสนบาท กำไร 600 % ภายใน 5 ปี

แต่ผลลัพธ์แบบนี้ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับนักลงทุนทุกคนนะครับ จากสถิติที่ผ่านมาจะมีโอกาสเพียงแค่ 20 % ในแต่ละช่วงเวลาของธุรกิจในตลาดเท่านั้นที่จะให้ผลตอบแทนทวีคูณแบบนี้

พลังทวีคูณจากเครือข่าย

ทุกวันนี้มีธุรกิจจำนวนมากนำระบบของ “ขายตรง” มาใช้ โดยเรียกมันว่า “ระบบตัวแทนจำหน่าย” ที่เห็นดังๆอยู่ตอนนี้ก็จะมี garden me, MANA skincare รวมถึงธุรกิจเครือข่าย MLM ก็จัดว่าอยู่ในหมวดของธุรกิจขายตรงเช่นกัน

จากรูปเมื่อคุณเริ่มสร้างเครือข่ายแรกเริ่ม 5 คน จากนั้นคุณก็ช่วยสอนให้ 5 คนนี้สร้างเครือข่ายของตนขยายออกไปอีก 5 เรื่อยๆ (คูณมันเข้าไป) ณ. จุดหนึ่งเมื่อขยายไปจนถึงชั้นที่ 4 คุณจะมีเครือข่ายภายใต้องค์กรสูงถึง 625 คน โดยทั้งหมดนี้จะมาจากเครือข่ายแค่ 5 คนแรกของคุณเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะต้องคอยหาคนมาเติมใต้องค์กรเรื่อยๆเหมือนไฟลามทุ่ง

J Pual Getty มหาเศรษฐีพันล้านคนแรกของโลก กล่าวไว้ว่า “ผมยินดีรับผลตอบแทน 1% จากการทำงานของคน 100 คน มากกว่าได้รับผลตอบแทน 100% จากการทำงานของผมเพียงคนเดียว” (ระบบแฟรนไชส์)

เพียงสร้างธุรกิจทำเงินด้วยรูปแบบวิธีคิดนี้ มีคน 100คน เพียงทำงานแค่วันละ 4ชม./วัน
เราก็จะมี ชม.ทำงานถึงวันละ 400ชม.

Leverage จาก information product

อย่างที่ผมเขียนไว้ในบทความ ธุรกิจขายความรู้ infopreneur หากคุณสามารถขายสินค้าในราคา 1,000 บาท ให้กับคน 1,000 คนได้ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้เงิน 1,000,000 ล้านบาทแล้ว และถ้าสินค้าเป็น info product ที่ไม่มีต้นทุนผันแปรตามจำนวนการขาย (เช่นคอร์สออนไลน์, E-book) ยอดขายทั้ง 1 ล้านนั้น ก็จะเป็นกำไรเต็มๆของคุณเพียงคนเดียว

Leverage จาก product ทางการเงิน

มันเป็นอัตราทดหรือตัวคูณ จากพวก Tfex, forex, option คือการเอาเงินน้อยไปงัดเงินมาก (ได้เสียก็มากขึ้นด้วย) เพื่อใช้ในการสร้างกระแสเงินสดมาใช้ (อย่าไปหวังรวยจากมัน)

  • เช่นใน TFEX (สัญญาซื้อขายล่วงหน้า)

ถ้าคุณซื้อหุ้นไก่ 20 บาท 1,000 หุ้น จะต้องใช้เงินเท่ากับ 20,000 บาท (20*1000) แต่ถ้าใช้ tfex คุณก็สามาถเปิดสัญญาหุ้นไก่ขึ้นมาได้โดยที่ 1 สัญญา = 1000 หุ้น (index หุ้นถือเป็นสินค้าล่วงหน้า) โดยใช้เงินวางหลักประกันเพียงแค่หลักพันบาท แต่เทียบเท่ากับคุณซื้อหุ้นไก่ 1,000 หุ้น ถือเป็นการช่วยให้คุณลงทุนหุ้นตัวนั้นได้มากกว่าเดิม

ถ้าคุณไม่เคยเก็งกำไรทางการเงินมาก่อน ก็ขอให้คุณลองเปิดบัญชี demo ของทางโบรกเกอร์ forex ดูครับ แล้วลองหัดเล่นให้เหมือนจริง คุณจะเข้าใจการใช้ leverage ในการเก็งกำไรมากขึ้น

ทำไมเราส่วนใหญ่ถึงมองไม่เห็นพลังทวีคูณ

ในแวดวงการลงทุนเองก็ใช่ว่าจะเข้าใจกฎการยกกำลังมากนัก โดยส่วนใหญ่เรามักจะนึกถึงผลตอบแทนที่เป็นเส้นตรง ROI (ผลตอบแทนต่อการลงทุน return of investment) เช่น ลงทุน 300,000 บาท สิ้นปีได้กำไร 30,000 บาท แบบนี้ roi = 10 % เมื่อคิดแบบนี้เราจึงมองข้ามพลังของการยกกำลังไป

 เราไม่ได้อยู่ในโลกที่ทุกอย่างเติบโตเป็นเส้นตรง แต่อยู่ภายใต้กฎการยกกำลัง

Peter Thiel ผู้ก่อตั้ง paypal

ส่วนอีกสาเหตุหลักเลยก็คือ “มันต้องใช้เวลา” ลองมาดูตัวอย่างกันนะครับ คำถาม… หากคุณเลือกรับรายได้ช่องทางหนึ่ง คุณจะเลือกรับรายได้แบบไหน ?

พลังทวีคูณ

ซึ่งส่วนใหญ่เราจะเลือกรับรายได้แบบ A กันหมด (วันละล้าน) น้อยคนนักถึงจะมองเห็นพลังทวีคูณ ของรายได้แบบ B เพราะหากคุณเลือกที่จะรับรายได้แบบ B ใน 1 ปี คุณอาจจะทำกำไรได้แค่ 4,096 บาท ด้วยซ้ำ(เหมือนกับดอกเบี้ยทบต้น)

พลังทวีคูณไม่ได้สำคัญเพียงเฉพาะกับนักธุรกิจหรือนักลงทุนเท่านั้น เมื่อคุณเลือกทำงานหรืออาชีพ มันก็คือหลักประกันอย่างหนึ่งในการช่วยเลี้ยงดูคุณต่อไปอีกหลายปีในอนาคต ถ้าคุณไม่รู้จักนำพลังทวีคูณมาใช้ สุดท้ายแล้วฟองสบู่ หรือไอพวกดอกเบี้ยเงินกู้จะนำพลังนี้มาใช้กับคุณเอง


แด่ความสำเร็จครับ

ปล. โปรดเลือกเอาคำแนะนำที่คุณเห็นว่าดีที่สุดไปใช้เท่านั้น ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น

Facebook Comments

Comments

6 Comments

  • การ์ต
    07/02/2017 14:06

    ขอบคุณมากนะคะสำหรับบทความดี ขอบคุณจากใจเลยค่ะ 😍

  • 16/03/2017 16:04

    ทุกๆบทความดีมากๆเลยค่ะ…ขอเป็นกำลังใจในการแชร์บทความที่ดีๆนะคะ..^_^

  • Note
    29/07/2017 11:42

    ขอบคุณมากๆครับ ขอแนวทางการเริ่มต้นเขียนบทความหน่อยนะครับ

    • 31/07/2017 17:20

      เริ่มต้นให้เขียนสั้นๆผ่านทาง social ส่วนตัวครับ เอาเฉพาะเรื่องที่คุณสนใจจริงๆ จากนั้นค่อยลองไปเขียนในสื่อสังคมนักเขียนออนไลน์อย่าง storylog, oknation, bloggang ของอย่างนี้ต้องลองดูเลยครับ

  • 28/05/2019 12:46

    ฉันยินดรรับ1%จากคน1000คนดีกว่า1000%จากฉันเพียงคนเดียว

  • Heidi
    27/06/2019 07:29

    ขอบคุณ​มากๆค่ะสำหรับบทความดีๆ อ่านแล้วได้พลังค่ะ เนื้อหาละมุนละไม น่าอ่านตอนเช้าๆตื่นนอนใหม่ๆ ได้พลังดีๆไปทำงานทั้งวันค่ะ

Leave A Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.