ความเป็นผู้นำที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง

จะเป็นอย่างไร หากเด็กหน้าละอ่อนไร้ซึ่งประสบการณ์ต้องไปสั่งงานคุมงานช่าง! นี่คือปัญหาอันน่าหนักใจของผมกับการทำงานครั้งแรกที่ไซต์งานก่อสร้าง บททดสอบข้อที่ 1 ของการเป็นผู้นำที่ผมต้องเผชิญได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

 “จะทำอย่างไรให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอยากที่จะร่วมมือกับเรา”

ในตอนแรกๆผมได้พยายามโชว์ภูมิความรู้ที่เรียนมา แสดงสปิริต พูดจากระตุ้นสารพัด ถึงแม้ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาเขาจะทำตามที่บอก แต่ลึกๆแล้วเราต่างก็รู้กันดีว่า เป็นการทำตามหน้าที่แบบไม่ค่อยเต็มใจนัก “ไอเด็กบ้านี้จะสั่งอะไรนักหนาวะ” ในใจเขาต้องคิดอย่างนี้เป็นแน่ – –

ถ้าคุณเป็นผู้นำที่ไม่ได้รับการยอมรับ คุณจะเป็นผู้นำไปทําแป๊ะอะไร

เห็นได้ชัดว่าการโชว์ศักยภาพให้ดู มันไม่ได้ผล แต่แล้วเรื่องบังเอิญก็เกิดขึ้น เมื่อคนงานหญิงท่านหนึ่งเกิดประสบอุบัติเหตุข้อเท้าพลิกจากการลื่นนั่งร้าน ตัวผมที่อยู่ใกล้สุดได้รีบเข้าไปให้การช่วยเหลือ บอกให้เขานั่งลง จับเท้าพร้อมกับถอดรองเท้ามาดู บีบนวดถามว่าเจ็บตรงไหน ไหวไหม ไปพักก่อนดีกว่า…

ซึ่งมันก็ไม่ใช่เหตุการณ์ร้ายแรงอะไร คนงานท่านนั้นพัก 1 วันก็กลับมาทำงานได้ แต่แล้วกลับมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นและสร้างความประหลาดใจให้กับผมอย่างมาก และนี่คือบทเรียนแรกที่ผมอยากจะบอกคุณ

ความเป็นผู้นำไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดวางแผนสั่งการ

ความเป็นผู้นำต้องเริ่มจากการดูแลผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเรา

กลยุทธ์ แนวคิดการดำเนินงาน แผนการตลาด การวางผังโครงการ สิ่งเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหว ต่อให้คุณฉลาดและคิดมาดีแค่ไหน มันก็ไม่สามารถทำให้สิ่งต่างๆเกิดขึ้นมาได้

 หากคุณต้องการให้งานสำเร็จ คุณต้องให้คนเข้ามามีส่วนร่วม

คนต้องมีส่วนร่วมและต้องอยากที่จะมีส่วนร่วมกับคุณด้วย งานมันถึงจะดี เต็มใจทำกับไม่เต็มใจทำ ผลลัพธ์มันต่างกันเยอะ

ความเป็นผู้นำ

“ทำไมฉันต้องใส่ใจกับหน้าที่มากขนาดนี้ด้วย ในเมื่อบริษัทหรือหัวหน้าไม่ได้ใส่ใจฉันจากใจจริงเลย” หากเป็นเช่นนี้แล้วคงยากที่คุณจะได้ใจเขาในการทำงาน คุณถึงต้องดูแลเอาใจใส่พวกเขาก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ง่ายเอามากๆ

อย่างเช่นที่ผมไปซื้อท่อ + สายยางมาต่อน้ำให้ใช้ในแค้มป์คนงาน เพื่อลดความแออัดในการใช้ห้องน้ำ สำหรับคนที่อยากจะแค่ล้างหน้าแปรงฟัน มันเป็นเรื่องง่ายๆที่เราสามารถทำได้

ในวันนี้หากคุณรู้สึกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ค่อยเต็มใจที่จะร่วมมือกับคุณ ก็ขอให้คุณลองคิดทบทวนดูนะครับว่า คุณดูแลเอาใจใส่ หรือแคร์ความรู้สึกของพวกเขามากแค่ไหน

คนที่ใครๆก็อยากทำงานด้วย ไม่ใช่เพราะว่าเขาเป็นคนเก่ง หากแต่เป็นคนที่ใส่ใจและดูแลผู้อื่นได้เป็นอย่างดีต่างหาก

ความอ่อนน้อมถ่อมตนที่ต้องมีในตัวผู้นำ

ในวรรณกรรม 3 ก๊ก เล่าปี่ได้ไปหาขงเบ้งถึง 3 ครั้ง ทั้งยังโดนอุบายลองใจจากขงเบ้ง ด้วยอายุที่มาก แถมยังมีอาวุโสมีศักดิ์ทางการเมืองมากกว่า เล่าปี่กลับไม่ได้ถือตัวต่อขงเบ้งแต่อย่างใด

โบราณท่านเปรียบเทียบไว้ว่า “รวงข้าวที่มีเมล็ดสมบูรณ์ย่อมมีลักษณะโค้งงอลงเนื่องจากหนักด้วยคุณค่าในเมล็ดข้าว ซึ่งจะต่างจากต้นข้าวที่รวงลีบไม่มีค่าอะไร แต่ก็ยังชูชันตรงดิ่งอยู่อย่างนั้น”

ไม่ว่าผมจะคุยเสนองานกับใครก็ตาม ผมจะถามเขากลับด้วยประโยคนี้เสมอ “คุณมีอะไรแนะนำผมไหมครับ” เราต้องตระหนักไว้เสมอว่าเราไม่ได้เก่งหรือฉลาดที่สุด มันยังมีอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้ และไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตัวคนเดียวได้ เราทำงานเป็นทีม เราถึงต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถของทุกคน

ในวงการก่อสร้างเราย่อมต้องเจอกับทุกสารพัดปัญหา และบ่อยครั้งหลายอย่างที่เจอในหน้างานจริงกับตามตำรามักเป็นคนละเรื่องกัน บ่อยครั้งมากสำหรับผม ที่ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นคนออกไอเดียในการแก้ไขปัญหาต่างๆได้อย่างราบรื่น

ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะรายล้อมไปด้วยคนเก่งที่พร้อมจะโชว์ศักยภาพและรับผิดชอบไปกับงานด้วยไม่ใช่เก่งเทพอยู่คนเดียว

ผู้นำมอบบางสิ่งที่วิเศษกว่างานให้ทำ

ช่างหลุยส์ เป็นช่างที่พิเศษที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเจอ งานของเขานั้นออกมาดีเยี่ยม ชนิดที่ว่าจ้าง 500 เล่น 5,000 เลยก็ว่าได้ เมื่อมีโอกาสได้ร่วมงานกัน ผมจึงถามเขาไปว่า “อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณทุ่มเทกับงานได้ถึงเพียงนี้” และนี่คือสิ่งที่เขาเล่า…

ผมทำงานฉาบและปูกระเบื้องเหมือนกับวันธรรมดาๆทั่วไป แต่วันนี้มีบางอย่างที่พิเศษเกิดขึ้น เมื่อลูกค้าที่สั่งจองบ้านไว้เข้ามาตรวจสอบบ้าน พวกเขาจึงได้พบปะพูดคุยกัน

“ด้วยฐานะทางครอบครัวที่ไม่เกื้อหนุน ทำให้ผมกับภรรยาต้องตรากตรําทำงานตลอด 20 ปี ถึงจะมีบ้านหลังแรกได้สำเร็จ ผมเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าบ้านหลักนี้เสร็จสมบูรณ์ เมื่อครอบครัวผมย้ายเข้ามาอยู่ พวกเราจะต้องมีความสุขมากแน่ๆ ผมขอขอบพระคุณมากที่ช่วยสร้างบ้านหลังนี้ให้กับครอบครัวผม” ลูกค้าคนเป็นพ่อพูดกับช่าง

หลังพูดจบครอบครัวนี้ก็พากันเดินรอบบ้าน พร้อมพากันจินตนาการถึงห้องโน้นห้องนี้ว่าจะวางโต๊ะไว้ตรงไหน  ทีวี ตู้เย็น เตียงหันหัวไปทางไหน เป็นภาพครอบครัวที่อบอุ่นหัวเราะมีความสุขเป็นอย่างมาก ช่างหลุยส์กล่าวต่อ

“ถ้าผมปูกระเบื้องร่อน หรือฉาบผนังไม่สวย ผมคงจะรู้สึกผิดไปชั่วชีวิตแน่”

ผมนิ่งอึ้งไปสักพัก ในใจคิดว่ามันเกิดอะไรขึ้น แค่นี้เองหรอกหรือ ?

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ครอบครัวนั้นได้วาง position ใหม่ให้กับช่างคนนี้ “ฉันไม่ใช่แค่ช่างฉาบปูน ช่างปูกระเบื้องนะ แต่ฉันคือผู้สร้างความสุขให้กับครอบครัวเชียวนะว้อย”

ภาพของครอบครัวที่มีความสุขกลายเป็นแรงบรรดาลใจให้กับเขา ทำให้เขาตระหนักถึงสิ่งที่เขาทำว่ามีความหมายมากแค่ไหน มันจึงกลายเป็นเป้าหมายในการทำงาน ที่ไม่ใช่เพียงแค่ตื่นเช้ามาทำงานไปวันๆ

ถ้าคุณทำให้เขาเห็นว่า “ค่าจ้าง” เป็นปัจจัยหลักในการทำงาน ผู้คนก็จะคิดว่า “ลูกจ้างไม่ควรแบกรับอะไรเกินค่าจ้าง เกินหน้าที่” เห็นอะไรผิดพลาด ก็ผ่านๆไป ไม่ใช่เรื่องของฉัน เป้าหมายทีมงาน = มาทำงานเพื่อเงิน

แต่ถ้าคุณพยายามมอบจุดมุ่งหมายของงานที่เขาทำว่ามันดียังไง มีความหมายยังไง เพื่ออะไร หรือเพื่อใคร (เช่นให้คนที่ได้รับผลกระทบจากงานที่เขาทำมาขอบคุณเขา) เป้าหมายในการมาทำงานของเขาก็จะเปลี่ยนไป จนคุณต้องตะลึง

งานทุกงาน ทุกตำแหน่ง ทุกอาชีพ ล้วนแล้วแต่มีความหมายและคุณค่าทั้งนั้น คนเป็นผู้นำจึงต้องเรียนรู้ที่จะสร้างแรงบรรดาลใจเพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนในการทำงาน ไม่ใช่แค่สั่งแต่จะให้งานทำ หรือกระตุ้นด้วยสิ่งล่อใจอย่างเช่นเงินหรือโบนัสเพียงอย่างเดียว

เพราะแรงบรรดาลใจมันเปลี่ยนจากคนทำงานไปวันๆ ให้กลายเป็นคนที่ทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมายได้จริงๆ

บทเรียนความเป็นผู้นำจากพี่ Manager

การทำงานในบริษัทครั้งแรกของผม ผมมักจะได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดถึงซีเนียร์ท่านหนึ่ง ที่อายุงานก็มาก วัยวุฒิสูง เก่งฉลาด ขยัน แต่ทำไมถึงไม่ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเมเนเจอร์สักที

กลับกันเมเนเจอร์คนปัจจุบันนี้ ความเก่งความรู้ความสามารถอาจเทียบไม่ได้กับซีเนียร์ท่านนั้นเลยด้วยซ้ำ อายุก็น้อยกว่า ขี้เล่นด้วย แต่ทำไมเขาถึงได้ตำแหน่งและได้รับความไว้วางใจจากกรรมการผู้บริหาร รวมทั้งทีมงานได้มากถึงเพียงนี้

สิ่งที่เป็นความแตกต่างอย่างแรกที่ผมสัมผัสได้เลยก็คือ “ผมรู้สึกปลอดภัย” เมื่อได้อยู่กับเมเนเจอร์ ผมรู้สึกว่าผมจะได้รับคำแนะนำที่ดีหากผมทำพลาดหรือถามความเห็นจากเขา ไม่มีอะไรต้องกลัวหากเขาจะเดินมาจ้องในขนาดที่ผมทำงานอยู่

มีอยู่ครั้งหนึ่งผมทำงานพลาด ซึ่งผมก็รู้ แต่ผมเลือกยังไม่แก้ไขตอนนี้ มีสิ่งอื่นสำคัญกว่าที่ต้องทำ พี่เมเนเจอร์ผมรู้ว่าเขาต้องเห็นความผิดพลาดนี้แน่ แต่ทำไมเขาถึงปล่อยผ่าน ไม่เตือนผมล่ะ ?

จนเมื่อถึงเวลาส่งงาน ผมถามเขาว่า “พี่เห็นใช่ไหม ทำไมถึงไม่ทัก ไม่กลัวผมลืม หรือทำพลาดบ้างหรอครับ” แล้วเขาก็ตอบกลับมาสั้นๆว่า “แก้ไขเรียบร้อยดีแล้วใช่ไหม” ผมตอบ “ครับ เรียบร้อยดีแล้ว” จากนั้นพี่เขาก็ตอบ “งั้นก็ไม่มีอะไรต้องกังวล”

แต่ถ้าเป็นซีเนียร์ เมื่อเขาเห็นความผิดพลาดของผม เขาจะทักผมทันที พร้อมจะให้ผมยกตัวอย่างให้ดูก่อนด้วยซ้ำว่าต้องแก้ไขยังไง ผมบอกตามตรงว่าผมรู้สึกอึดอัด แม้จะเป็นความหวังดีจากเขาก็ตาม

ความเป็นผู้นำ ในตัวหัวหน้างาน

ความแตกต่างคืออะไร ?

  1. เขาเป็นนักยุทธศาสตร์  ผู้นำต้องโฟกัสที่ภาพใหญ่ : ผมต้องการให้งานสำเร็จแบบนี้ ในระยะเวลาเท่านี้ คุณไปหาทางทำมาให้ได้ ถ้าไม่ได้ผมจะไม่ฟังคำแก้ตัวอะไรทั้งสิ้น เขาจะไม่มาจุกจิกกับเรื่องเล็กๆน้อยๆ มองและบริหารในภาพใหญ่อย่างเดียว เหมือนที่ jack ma บอก “คนฉลาดจะเห็นทุกอย่าง และรู้ทุกอย่าง ส่วนคนที่มีปัญญา จะเห็นทุกอย่างเหมือนกัน แต่เลือกที่จะไม่เห็นบางอย่าง”
  2. เขาสร้างบรรยากาศแห่งความปลอดภัย :  คนเป็นผู้นำจะมีความเชื่อมั่นในทีมงานว่า “เมื่อได้คนที่เหมาะสมกับงานแล้ว เขาก็จะหาวิธีทำให้งานมันเสร็จตามแบบฉบับของเขาเอง” ทำให้ทีมงานไม่กลัวที่จะทำผิดพลาด เพราะผิดมันแก้ไขได้ อีกทั้งผลลัพธ์ใหม่ๆมันต้องมาจากการลองผิดลองถูก ซึ่งจะแตกต่างจากหัวหน้าหรือเจ้านายบางคน ที่ชอบทำให้ความผิดพลาดของทีมงาน ดูกลายเป็นเรื่องใหญ่

อีกทั้งผู้นำยังต้องมีความถ่อมตนตามที่บอก พี่เมเนเจอร์เขายกมือไหว้แม้กระทั้งแม่บ้าน ยาม และคนที่อาวุโสกว่าทุกคน ทั้งยังชกกาแฟให้ลูกน้องด้วย

นกทำรังให้ดูไม้ ข้าเลือกนายให้ดูน้ำใจ

และ “น้ำใจ” ของพี่แกก็เป็นเลิศ เมื่อมีโอกาสรับประทานอาหารร่วมกัน แกจะตักให้คนอื่นก่อนเสมอ แถมยังชอบพาผมไปเที่ยวเลาจน์คาราโอเกะทุกสิ้นเดือนอีกด้วย (ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะดีนัก)

สรุปแล้วกับเมเนเจอร์คนนี้ ผมมองเขาเปรียบเสมือนเพื่อนสนิทคนนึงมากกว่าท่ีจะเป็นหัวหน้าหรือเจ้านาย และผมยอมทุ่มเทกับงาน ยอมเสี่ยงยอมแลก ยอมทำอะไรที่ไม่ใช่เรื่องของตน ก็ไม่ใช่เพราะเพื่อบริษัท แต่เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีและความไว้วางใจที่พี่เขามอบให้ นี่แหละครับคือความรู้สึกที่ผมมีต่อผู้นำ

ผู้คนมักจะชอบคิดว่าคนมีตำแหน่งสูงเป็นถึงระดับหัวหน้าหรือผู้บริหาร จะต้องรับผิดชอบเยอะ ภาระมาก ไม่ได้สบายอย่างที่คิด ซึ่งมันก็จริง ถ้าคุณคิดแบบ Boss หัวหน้า เจ้านาย คุณก็จะยุ่งอยู่แต่กับเนื้องาน และผลกำไร-ขาดทุน แถมยังต้องบริหารคนอีก เหนื่อยโครต

ผมเคยได้ยินคนพูดว่า “เจ้านายกับลูกจ้าง มักต้องชิงไหวชิงพริบกันตลอดเวลา”  มันใช่แบบนี้จริงๆหรือ คุณอยากจะให้มันเป็นแบบนี้ในองค์กรที่คุณทำงานอยู่จริงๆใช่ไหม

ทำไมเราทุกคนทุกตำแหน่งไม่เป็นเพื่อนกันไปเลยวะ คอยดูแลให้คำแนะนำ ช่วยเหลือกัน รับผิดชอบร่วมกัน ตลอดจนมีเป้าหมายเดียวกัน สภาพแวดล้อมการทำงานในอุดมคติแบบนี้แหละครับ ที่เป็นหน้าที่ของผู้นำต้องพยายามสร้างมันขึ้นมาให้ได้


แด่ความสำเร็จของผู้นำทุกคนครับ

ปล.1 โปรดเลือกเอาสิ่งที่คุณเห็นว่าดีที่สุดไปใช้เท่านั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวอะไรทั้งสิ้น

ปล.2 บางครั้งเราก็ต้องการความเห็นจากคนอื่น รบกวนคอมเม้นหรือชี้แนะบทความที่ผมเขียนด้วยครับ

Facebook Comments

Comments

1 Comment

  • Aon
    13/11/2016 21:19

    ขอบคุณสำหรับบทความดีๆค่ะ

Leave A Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.