นุษย์เราต้องคิดอะไรบางอย่างอยู่ตลอดเวลา” เว้นเสียแต่ว่าคุณจะบรรลุนิพพานถึงจะได้ไม่ต้องคิด ยิ่งโลกเร่งด่วนในปัจจุบันการทำให้จิตใจโล่งมันเป็นเรื่องที่ยากเอามากๆ ความคิดคุณจะต้อง focus ไปที่อะไรสักอย่างเสมอ ความสำคัญจึงอยู่ที่ว่า คุณจะนำพาความคิดไปยังเรื่องใด

คนคิดบวก” กับ “คนหลอกตัวเอง” นั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง

  • คนหลอกตัวเอง (โลกสวย) = จมหมกมุ่นอยู่กับปัญหา เห็นปัญหาอยู่ทนโท่ เอาแต่พล่ามบอกว่าฉันไม่เป็นไร สบายดี คิดเพื่อให้สบายใจขึ้นแต่ไม่มีอะไรเปลี่ยน (พฤติกรรมไม่เปลี่ยน)
  • ส่วนคนคิดบวก = คือการตั้งทัศนคติที่ดีต่อเรื่องใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นมาแล้ว อาจจะมีเครียด มีท้อบ้าง แต่สามารถดึงตัวเองกับมาได้ไว ไม่รู้จะจมหมกมุ่นไปทำไม จึงพยายามมองหาด้านดีๆ ตีความหมายเพื่อหาหนทางแก้ไข

มาถึงตรงนี้หากคุณยังนึกภาพของการเปลี่ยนแปลงเป็นคนคิดบวกไม่ออก ก็ขอให้คุณลองหาหนัง Before i fall (2016) มาดู “ทำไมฉันถึงรู้สึกดีอย่างนี้ ทั้งๆที่ทุกอย่างก็ยังเหมือนเดิม แต่ตัวฉันเองแหละที่เปลี่ยนไป” นี่คือข้อได้เปรียบสำหรับการเป็นคนคิดบวกที่คนคิดลบไม่มีวันเข้าใจ

คนคิดบวก ได้เปรียบคนคิดลบอย่างไร

1. การเปลี่ยนแปลงชีวิตมันต้องเริ่มจากภายใน inside out

ความคิดมันเปลี่ยนคนได้ มันเป็นกฎแห่งแรงดึงดูด ที่จะนำพาโอกาสในหลายๆสิ่งเข้ามาหาเรา “คนเราเชื่ออย่างไร ตัวเขาก็จะเป็นเช่นนั้น” แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังเอาแต่คิดลบ ทำลายทัศนคติของตัวเขาเอง

  • เชื่อว่าไม่มีทางรวย เราก็จะไม่หาหนทาง ทำอะไรก็ยากเย็นไปหมด
  • เชื่อในเรื่องของโชค คุณก็จะปล่อยชีวิตเป็นไปตามดวง ไม่ยอมควบคุมชีวิตตัวเอง ไม่ยอมวาดแบบแผนในอนาคต

คนเราล้วนใช้ชีวิต คิด และทำตามความเชื่อของเขา “ยากเป็นไปไม่ได้จึงไม่ลงมือทำ” กับ “ยากแต่เป็นไปได้ขอลองทำดูก่อน” คิดแค่นี้แต่ผลลัพธ์มันต่างกันเยอะ

2. ชีวิตไม่ว่ายังไงก็หลีกหนีปัญหาไม่พ้น

ชีวิตคนต่อให้เป็นมหาเศรษฐีร่ำรวยแค่ไหนก็ต้องเจอกับปัญหา คุณคิดว่าอย่างเจ้าสัว หรือ CEO เขาจะมีชีวิตที่ราบรื่นทุกวันเลยหรือไงกัน

จงอย่าคิดว่า “มีเงินร่ำรวยแล้วทุกปัญหาจะหมด” มันเป็นไปไม่ได้ คนมีรายได้หลักไหนก็ต้องเจอปัญหาหลักนั้น “คนมีรายได้หลักหมื่นก็จะเจอปัญหาหลักหมื่น คนมีรายได้หลักล้านก็ต้องเจอปัญหาหลักล้าน” นี่คือเรื่องจริง

ไม่ว่าชีวิตคุณจะดี๊ดีเพียงใด คุณก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงปัญหาได้ ยิ่งชีวิตคุณเติบโตมั่งคั่งมากเท่าไหร่ คุณก็จะเจอกับปัญหาใน scale ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อทดสอบคุณไปเรื่อยๆ ปัญหากับมนุษย์มันของคู่กัน

3. อะไรที่มันผิดพลาดได้ มันก็จะผิดพลาด (กฎของเมอร์ฟี)

ผมเคยเอาเช็คพร้อมสมุดบัญชีไปขึ้นเคลียร์ริ่งที่ธนาคาร ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารเขียนเลขที่สมุดบัญชีผิด ดันไปเขียนเลขที่อยู่ในเช็ค แล้ววันนั้นดันเป็นวันศุกร์ด้วย ไอผมก็สะเพร่าไม่ได้ตรวจดูก่อน จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการต่างๆ

อีกเรื่องก็เป็นตอนขอเมนต์ไฟฟ้าเข้าโครงการบ้าน กว่าเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าจะโทรมาแจ้งว่า “คิดไฟขาดไป 50 เมตร ต้องไปจ่ายเพิ่มถึงจะมาติดตั้งที่โครงการได้” ผมต้องเสียเพิ่มจ่ายเองกับ 50 เมตรที่เหลือ ทั้งยังเสียเวลารอไฟฟ้าไปอีก 23 วัน

นี่แหละครับคือ กฎของเมอร์ฟี (murphy’s law Anything that can go wrong, will go wrong) หากสิ่งใดมีโอกาสผิดพลาด มันก็จะผิดพลาด โดยเฉพาะกับคนที่สามารถเกิด human error เอาได้ง่ายๆ

ในเมื่อความผิดพลาดมันเกิดขึ้น ไม่ว่าเหตุการณ์ตอนนั้นจะแย่ขนาดไหนคุณก็สามารถทำให้มันแย่ลงไปได้อีก และในขณะเดียวกัน คุณก็สามารถทำให้มันดีขึ้นได้ด้วยมือของคุณเช่นกัน

4. การเป็นคนคิดบวกจะทำให้คุณได้เปรียบคนคิดลบ

นักเขียนอย่างคุณบอยวิสูตร บอกเกี่ยวกับวิธีคิดบวกเอาไว้ว่า “ชีวิตเราจะมีคุณภาพมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับการตีความหมายต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น” กล่าวคือในวันที่ชีวิตเจอกับปัญหาหรือท้อแท้อะไรบางอย่าง เราควรจะตั้งคำถามว่า  “สิ่งเหล่านี้มันแปลว่าอะไรได้อีก”

ซึ่งแน่นอนคนส่วนใหญ่ชอบที่จะแปลความหมายแบบบ้านๆ ตรงไปตรงมาทำนองว่า

  • ตกงานโดนไล่ออก = คือเรื่องที่แย่ จะเอาเงินที่ไหนใช้ จะหางานใหม่ได้ไหม
  • โสดอยากมีแฟน = เหงา เมื่อไหร่จะมีคนมาเติมเต็มหัวใจสักที
  • เจ็บไข้ได้ป่วย = คราวซวยของชีวิต

แต่ถ้าคุณเป็นคนคิดบวก คุณก็จะเปลี่ยนวิธีคิดและความรู้สึกเกี่ยวกับสิ่งที่มากระทบ เป็นตัวคุณที่รู้เท่าทันอารมณ์ ทำให้แปลสิ่งต่างๆเป็นคำตอบดีๆได้ เช่น

  • ตกงาน = บทเรียนที่สอนว่าต่อไปเราต้องมีรายได้หลายทาง หรือเพื่อหาโอกาสในงานที่ดีกว่า
  • งานยาก, งานเร่ง = โอกาสในการแสดงศักยภาพ, โอกาสในการบริหารจัดการเวลา
  • โสดไร้คู่ = คนที่เรากำลังตามหาเขาอยู่ เขาเองก็กำลังตามหาเราอยู่เช่นกัน
  • ป่วยไข้ =  มันคือการได้หยุดพัก และอาจหมายถึงสัญญาณเตือนที่บอกว่าต่อไปเราต้องดูแลสุขภาพให้ดีกว่านี้

คนสำเร็จเก่งในการหาข้อดี คนล้มเหลวเก่งในการหาข้อเสีย

เห็นได้ชัดว่าคนคิดบวกย่อมได้เปรียบคนทั่วไป คนเราเลือกสถานการณ์ไม่ได้แต่เราเลือกที่จะรู้สึกได้ ถึงแม้บางสถานการณ์มันก็อาจจะแย่จริงๆ แต่คุณลองฝึกตีความหาคำตอบกับมันดู แล้วคุณจะเห็นสิ่งดีๆที่ซ่อนอยู่เสมอ

5. คนสำเร็จมองโลกในแบบที่พวกเขาอยากให้มันเป็น ไม่ใช่ในแบบที่เป็นอยู่

“โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ได้ผลหรอก โลกแห่งความเป็นจริงมันเลวร้าย โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างที่คิดเสมอไป” โลกแห่งความเป็นจริงที่ว่ามันดูน่าหดหู่ ห่อเหี่ยวซะเหลือเกิน มันเป็นโลกที่ไอเดียดีๆ ความคิดแปลกใหม่ คนดี จะต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสมอ

เมื่อคุณได้ยินประโยคเหล่านี้จงอย่าไปเชื่อครับ มันเป็นโลกของพวกเขาไม่ใช่โลกของคุณ โลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ใช่สถานที่ มันเป็นข้อแก้ตัว คนล้มเหลวมักใช้มันเป็นข้ออ้างเพื่อจะได้ไม่ต้องลงมือพยายาม

โลกมีหลายมุม และจะเปลี่ยนไปตามมุมที่เรามอง มุมไหนมองแล้วเป็นประโยชน์กับตัวเรา มุมไหนมองแล้วไม่ดีกับตัวเองก็อย่าไปมอง เราเลือกได้ว่าอยากจะอยู่ในโลกใบไหน

6. คุณค่าของคนวัดกันตอนที่เจอปัญหา

“ถ้าอยากรู้ว่าเจ้าของกิจการคนไหนเจ๋งจริง ก็ให้ดูกันที่ตอนเศรษฐกิจแย่” เศรษฐกิจดีใครๆมันก็ดีกันหมด ทุกคนต่างมีสภาพคล่อง ค้าขายกันง่าย เจ้าของธุรกิจที่เป็นของจริงจึงต้องดูกันตอนเศรษฐกิจตกต่ำ

คนเราก็เช่นกันครับ อยากรู้ว่าเขาเป็นยังไงก็ต้องดูตอนที่เขาเจอสถานการณ์แย่ๆ เจอวิกฤตเจอสารพัดปัญหา ยิ่งปัญหาหนักเท่าไรมันก็จะสะท้อนคุณค่าของความเป็นคนออกมามากเท่านั้น 

ไม่มีอะไรดีหรือร้าย มีเพียงแต่ความคิดคุณที่ทำให้มันเป็นเช่นนั้น

ผู้ยิ่งใหญ่จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นยามที่พวกเค้ารู้สึกแย่ คนล้มเหลวเท่านั้นที่เอาปัญหามาเป็นข้ออ้างหรืออุปสรรคในการมากำหนดข้อจำกัดในชีวิตตัวเอง ไม่ยอมสู้หรือลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงทำอะไรให้ชีวิตดีขึ้น

ซึ่งต่างจากคนสำเร็จ พวกเขาเลือกที่จะมองข้ามหรือตีความหมายของปัญหาเพื่อเอามาเป็นแรงผลักดันในการสู้ชีวิต

7. คนคิดบวกพลังงานเต็มเหนี่ยว ก้าวข้ามได้ทุกอุปสรรค

คนบางคนเวลาเจออะไรยากๆไม่สมหวังหน่อย ทำเป็นนอยด์ หงุดหงิด แต่คนคิดบวกจะมองปัญหาอุปสรรคเป็นของสนุก เป็นความท้าทาย

“กำแพงอิฐที่มาอยู่ตรงหน้ามันต้องมีเหตุผลสิ ไม่ใช่เพื่อขวางกั้นเรา หากแต่เพื่อทดสอบว่าเราต้องการสิ่งนั้นมากขนาดไหน”

ความยาก ความล้มเหลว เปรียบเสมอกำแพงครับ และมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อหยุดยั้งคนที่ไม่ได้ต้องการสิ่งนี้อย่างจริงจัง กำแพงมีไว้เพื่อกันคนที่ไม่คู่ควรออกไป เหตุผลของมันมีแค่นั้นจริงๆ

แรกๆของการฝึกคิดบวกต้องขอบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะคงความสามารถในการมองโลกในแง่ดีได้ตลอด ใจมันจะนึกสงสัยถึงอารมณ์ตอนนั้นว่าเป็นของจริงหรือไม่ แกล้งทำเป็นเข้มแข็ง กำลังเสแสร้งต่อหน้าคนอื่นอยู่หรือเปล่า

ยิ่งทุกวันนี้ในยุคของการแชร์กันสนั่นหวั่นไหว มันส่งผลให้สิ่งรอบตัวเราเต็มไปด้วยเรื่องร้ายๆ ข่าวร้าย เรื่อง drama ซุบซิบนินทาเต็มไปหมด มันแทบจะทำให้คุณเป็นคนคิดลบตั้งแต่ตื่นขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ

เราถึงต้องรู้จักสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดขึ้นมา เหมือนกับร่างกายที่แข็งแรง ทั้งๆที่มีสิ่งสกปรกเชื้อโรคอยู่รอบตัว แต่สิ่งเหล่านี้กับทำอะไรร่างกายเราไม่ได้

และนอกจากจะคุ้มกันตัวเองได้แล้ว คุณจะเป็นส่วนหนึ่งของวงจรปฏิกิริยาย้อนกลับจากคนรอบข้าง คอยเตือนคนอื่นให้เห็นว่าชีวิตยังมีเรื่องดีๆอยู่นะ แล้วสิ่งต่างๆจากภายนอกจะเปลี่ยนไป เมื่อคุณเริ่มที่จะเปลี่ยนมุมมองจากภายในเราเอง


 

Facebook Comments

Comments

4 Comments

  • beagoodgirl
    04/02/2018 09:19

    สวัสดีค่ะ เพิ่งได้เห็นบลอค เข้ามาครั้งแรก ประทับใจหลายๆบลอค (พูดถูกรึเปล่าไม่มั่นใจ) โดยเฉพาะส่วนที่เป็นสร้างแรงบันดาลใจ ไม่รู้จะติดต่อชื่นชมส่วนตัวได้จากไหน ยังไงทิ้งข้อความไว้ในบลอคแล้วกันนะคะ จะตามอ่านจนครบ

    • 04/02/2018 15:37

      https://me-mindset.com/contact/ <<< ผมมีเงื่อนไขการติดต่อทุกช่องทางเลยครับ ถ้าคุณมีอะไรแนะนำผม ก็สามารถติดต่อทางนี้ได้เลยครับผม

  • Tan Paweena
    02/05/2018 11:01

    เป็นบทความที่ดีมากๆเลยนะคะ อ่านแล้วรู้สึกมีแรง มีกำลังใจ ในการทำสิ่งใหม่ๆให้กับตัวเอง เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงสับสน ฟุ้งซ่านกับชีวิตมากๆ พอได้อ่านบล็อคของคุณแล้ว รู้สึกตัวเองยังมีคุณค่าอีกเยอะเลย 🙂

  • Warawan
    23/06/2018 12:22

    เยี่ยมเลย มองเห็นภาพชัดเจน การตั้งทัศนคติที่ดี การแปลความหมายให้มากกว่าที่มองเห็น ชอบข้อความสุดท้ายที่สุด ภูมิคุ้มกัน วงจรปฏิกิริยาย้อนกลับ สุดยอดมากๆเลยค่ะ

Leave A Comment

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.