การบริโภคทางความคิด input-output จะเปลี่ยนแปลง mindset ของคุณ

เมื่อช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสศึกษาเกี่ยวกับ “แพทย์ทางเลือก” (Alternative Medicine) ด้วยความที่เริ่มสนใจรักสุขภาพ ซึ่ง concept ของการแพทย์นี้คือ”ธรรมชาติบำบัด” เป็นการเตรียมป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ที่การแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถรักษาได้ ด้วยปัจจัยที่ว่า “โรคภัยทางร่างกายจะเข้ามาทางปากinput output รับมาอย่างไรก็ออกมาอย่างนั้น เหมือนกับการฟิตหุ่นเลยนะ ที่ว่าอาหารสำคัญกว่าการออกกำลังกาย

input output การบริโภคทางความคิดเพื่อการเปลี่ยนแปลง mindset

พูดถึงการบริโภค เราชอบตามประสบการณ์จากสิ่งที่เราคุ้นเคย นอกจากรสชาติที่แสนอร่อยแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องการคือ คุณประโยชน์ที่ได้จากการกินอาหาร กินแล้วแข็งแรง กินสมุนไพรจะช่วยป้องกันโรคและรักษาโรคต่างๆ กินแล้วอิ่มมีความปกติสุข ดำรงชีวิตอยู่รอดสมบูรณ์

ในเมื่อร่างกายเราต้องการอาหาร เราจึงเลือกบริโภคอาหารที่รักที่ชอบ แต่ก็เคยกินแล้วท้องเสีย เช่นส้มตำปูปลาล้าหรืออาหารที่ไม่ถูกสุขอนามัย “ความชอบอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ต้องดูคุณประโยชน์ด้วย”  ไม่งั้นอาจทำให้เราขี้แตก ท้องเสีย จนถึงขั้นสะสมเป็นโรคอื่นๆอย่างเบาหวานได้ เพราะฉะนั้น ความพึงพอใจเพียงอย่างเดียวในการบริโภค ไม่เพียงพอสำหรับการดำรงชีวิตให้มีความสุขอย่างสมบูรณ์ได้

แน่นอนว่าร่างกายเราต้องการอาหาร เราเลยเลือกบริโภคอาหารที่เราชอบ อาหารที่เป็นประโยชน์ และไม่เป็นโทษต่อตัวเอง เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ก็จะทำให้อวัยวะภายในทำงานได้อย่างเต็มที่ มีการหมุนเวียนเลือดที่ดี ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง มีความอ่อนเยาว์งดงาม สวยหล่อมีออร่า ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้สุขภาพมันต้องดีจากภายใน

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับความสำเร็จ ?

ร่างกายเราต้องการอาหารที่ดีมีประโยชน์ แล้วความคิดหรือจิตใจของเราละ คุณคิดว่ามันต้องการเหมือนกันไหม ???

ความคิดและจิตใจเราก็ต้องการสิ่งที่เป็นประโยชน์เหมือนกัน เพื่อให้เราดำเนินชีวิตได้อย่างแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันทางความคิด มีกำลังใจในการต่อสู่อุปสรรค์ มีพลังในการสร้างสรรค์ เพื่อการสร้างผลลัพธ์ใหม่ๆให้กับตนเอง เพราะการที่เราอยู่ดีๆ แล้วจะลุกขึ้นมาทำบางสิ่งบางอย่างให้ชีวิตเราเกิดการเปลี่ยนแปลง เราไม่ได้ใช้พลังกายอย่างเดียว เราใช้พลังใจเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญด้วย

เราบริโภคอะไรก็ได้ผลลัพธ์แบบนั้น ความคิดและจิตใจเราก็เหมือนกัน ถ้าวันนี้คุณเป็นคนคิดบวกคิดดี นั่นอาจหมายถึง คุณต้องเป็นคนที่ถูกสะสมอบรมจากอะไรที่มันบวกและดี คุณถึงเป็นคน positive แบบนี้

แต่ถ้าวันนี้คุณกำลังมีความทุกข์ ไม่สนุกสนาน ไม่อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไร เบื่อชีวิต ติดอยู่ใน comfort zone ลองสำรวจความคิดตัวเองหน่อยดีไหม ทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้ มีอะไรที่ทำให้เรารู้สึกแบบนั้น ผมตอบได้เลยนะ เพราะมันมาจากสิ่งที่คุณบริโภคใส่หัวทั้งสิ้น

  • อย่างรวยต้องบริโภคเหมือนคนรวย
  • อยากสำเร็จต้องบริโภคอย่างคนสำเร็จ
  • อย่างมีความสุข ก็ต้องบริโภคอย่างคนมีความสุข

การ Input Output ข้อมูล จึงเป็นสิ่งที่คุณต้องเลือก

 input output รับรู้อะไรก็ออกมาแบบนั้น

การรับรู้ข้อมูล input คืออะไรก็ตามที่ใส่เข้าไปในระดับที่มากพอ มันก็จะ output ออกมาอย่างนั้น คนๆหนึ่งที่ติดนิสัยคิดลบตลอดเพราะอะไร? ข่าวดีกับเรื่องที่มันฉาว คุณว่าคนส่วนใหญ่สนใจเรื่องไหนมากกว่ากัน , ระหว่าง “ชอบชื่นชม” กับ “ชอบบ่น”คุณคิดว่าคนส่วนใหญ่เก่งเรื่องไหนมากกว่า?

คนๆหนึ่งที่ไม่เดินหน้าไปไหนไม่ประสบความสำเร็จเพราะเขาบริโภคอะไรอยู่ ข่าวร้ายๆ อะไรลบๆ ใน social เรื่อง drama  ข่าวที่พาดหัว ฆาตกรรม อุบัติเหตุ สื่อพวกนี้ยัดเยียดอะไรให้เราเสพ เรื่องแปลกๆก็ด้วย มันนำไปสู่ความคาดหวังแบบผิดๆ ไปดูแล้วได้เลข ได้เลขไปแทง แล้วก็ไม่ถูกสักที นำไปสู่ความคิดและการทำอะไรที่มันไม่เกิดสาระประโยชน์ต่อชีวิตเลย

การบริโภคข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญ เราจำเป็นต้องเลือกบางสิ่งบางอย่างที่มันเป็นประโยชน์ และก็จำเป็นต้องตัดบางสิ่งบางอย่างที่มันไม่เป็นประโยชน์ คุณเคยเห็นผู้ป่วยเบาหวานหรือความดันไหม ที่หมอจะสั่งห้ามบริโภคอาหารบางประเภท ถ้าตัวคุณตอนนี้รู้สึกเบื่อและท้อแท้กับชีวิต เจอแต่เรื่องแย่ๆ และปัญหาไม่รู้จักจบ ผมจะเป็นหมอให้คุณเองและจะบังคับด้วยเลยว่าไม่ให้คุณบริโภคอะไร

ทุกวันนี้การ input-output ของคุณเป็นอย่างไร

Data ข้อมูลประเภทไหน : เช่นการอ่านหนังสือบรรเทิง ดูดารา เขาเป็นยังไงเขาเลิกกันหรือยัง คนนี้ใครทำนมมารู้หมด เคยคิดมั้งไหมว่ารู้ไปได้อะไร รู้อะไรไม่สำคัญเท่ากับรู้แล้วได้อะไร ถ้ารู้แล้วมันไม่มีประโยชน์มันก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี data อะไรที่เราควรเสพ มันก็เหมือนอาหารที่เรากิน เสพยังไงเป็นอย่างนั้น จะกลายเป็นคนชอบนินทาโดยที่เราไม่รู้ตัว แทนที่จะหาเสพสิ่งใหม่ที่เป็นสิ่งดีๆ มันสามารถช่วยเปิดโลกทัศน์ให้เราได้

ตัดในบางสิ่งบางอย่างออกไป : สื่อที่ยัดเยียดให้เราเสพในเรื่องร้ายๆ ปูเสือรอไปสิ เรื่อง drama คนด่ากัน อ่านแล้วมันคงดีนักละ เพื่อนใน facebook ก็อีก ถ้าใครเป็นคนที่ชอบโพสสถานะในทางลบ การเมือง เรื่องซุบซิบนินทา ผมกดหยุดเห็นโพสของบุคคลนั้นหมด หนังสือพิมพ์ผมก็ไม่อ่าน สื่อลักษณะนี้จะทำให้เรากลายเป็นคนคิดลบโดยที่เราไม่รู้ตัว

Social media : ข้อความที่โพสใน timeline มันเป็นสื่อสาธารณะ คุณไม่รู้หรอกว่าคนอื่นจะคิดยังไงกับสิ่งที่คุณโพส โพสในทางลบมันสะท้อนกับมาทำลายตัวเอง คนอื่นเพื่อนร่วมงานหรือเจ้านายอาจจะมองว่า วุฒิภาวะทางอารมณ์ของคุณไม่ผ่านก็เป็นได้

ยุคของสารพัดสื่อที่มันเข้ามา : สื่อที่เป็นขยะมากมายรอบตัวเรามีจำนวนมากกว่าสื่อดีๆเยอะ คนรอบตัวเราจำนวนมากก็ชอบที่จะเสพสื่อเหล่านี้กันทั้งนั้น จำนวนอิทธิพลด้านลบรอบตัวเราเรียกร้องความสนใจมากขนาดนี้ ส่งผลให้การดำเนินการสร้างชีวิตเป็นไปในทางด้านลบ มันจะดีกว่าไหมถ้าวันนี้คุณมาหา Input ถึงสิ่งที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น มันดีกว่าแน่ ที่จะรู้ในเรื่องที่ไม่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี

เมื่อเรา input มากๆ ไปแล้วเราจะเปลี่ยนแปลงไปเอง เปลี่ยนจากคนที่ไม่รู้ เป็นคนที่รู้ เปลี่ยนจากคนคิดลบไปเป็นคนคิดบวก เปลี่ยนจากคนขี้เกียจเป็นคนขยัน เปลี่ยนจากคนไม่มีเป้าหมายเป็นคนมีเป้าหมาย

 การสร้างความสำเร็จโดยไม่มีรากฐานมันเป็นไปไม่ได้ รากฐานความคิด ความเข้าใจในการหาเงิน การใช้เงิน ความสำเร็จ ความสุข

ทุกอย่างมันต้องมาจากภายใน inside out – outside in คิดถูกถึงจะทำถูก

ชีวิตเราเลือกได้ อะไรอยู่ดีๆมันเข้าปากเองไม่ได้ คุณต้องหยิบมันเข้ามา input output


 

แด่ความสำเร็จครับ

ปล.รบกวน comment หรือชี้แนะบทความของผมด้วยครับ