กระบวนการสร้างรายได้ ไปสู่นักธุรกิจและนักลงทุน 102ทำไมถึงต้องสร้างธุรกิจให้เป็นเครื่องผลิตเงิน ?

ผมรู้สึกอิจฉาชีวิตพระเอกในละครไทยมากเลยนะ คิดดูสิครับพระเอกเป็นถึงเจ้าของธุรกิจพันล้าน บ้านหลังใหญ่โตขับรถหรู แต่ !!! วันๆไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากเซ็นเอกสารกับตามจีบนางเอก – – เห้ยภาพลักษณ์เจ้าของกิจการมันสบายขนาดนั้นเลยหรอ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ใช่ไง !

เจ้าของกิจการคือคนที่ยุ่งอยู่กับธุรกิจทั้งวัน เวลาทำงานมากกว่าลูกน้อง ต้องคิดอยู่ตลอดทำไงให้ธุรกิจเติบโต ความรับผิดชอบเยอะ ไม่มีแม้กระทั้งวันหยุดวันพักผ่อน เหนื่อยกว่าโหดกว่าทำงานประจำหลายเท่านัก ถามหน่อยว่าจะเอาเวลาที่ไหนไปไล่จีบนางเอก เลี้ยงเด็กยังง่ายกว่า ^^

แต่คุณรู้ไหม self concept ของการเป็นนักธุรกิจสำหรับผม มันดันไปตรงกับพระเอกในละครซะนี่ ใช่… ผมอยากเป็นเจ้าของธุรกิจที่(พอ)จะมีเวลาไว้ใช้วิ่งไล่จีบนางในฝันบ้าง เอาแบบในละครเป๊ะเลย และมันโชคดีมากๆ ที่วันนี้ผมพอจะค้นพบวิธีบ้างแล้ว โดยการสร้างหรือทำธุรกิจให้เป็นไปในรูปแบบของเครื่องผลิตเงิน

ทำไมถึงต้องทำธุรกิจลงทุนให้เป็น เครื่องผลิตเงิน

จาก Old business model สู่ เครื่องผลิตเงิน

ถ้าวันนี้คุณเป็นเจ้าของธุรกิจเมื่อถึงคราวเกษียณต้องส่งต่อธุรกิจให้ลูก คุณคิดว่าลูกมันจะทำรอดไหม? เพราะส่วนใหญ่พ่อลูกไม่ได้ชอบงานที่เหมือนกัน ลูกจึงสานธุรกิจต่อไม่ได้ทำแล้วเจ๊ง ทางแก้ของปัญหานี้ก็คือ ทำทุกอย่างในธุรกิจให้เป็นระบบ เพื่อให้เจ้าของหลุดออกจากการเป็นผู้บริหาร (เพราะธุรกิจทั่วไปเจ้าของเลิกทำ ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้)

ด้วยเหตุนี้เองพวก business ยุคก่อนๆ จึงมีเป้าหมายสูงสุดด้วยการนำธุรกิจเข้าตลาด(เข้าจดทะเบียนขายหุ้นให้คนทั่วไป) ซึ่งการจะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้นั้น ทุกอย่างของธุรกิจจะต้องถูกจัดวางไว้เป็นระบบ โดยที่ไม่ใช่ว่าเจ้าของคนเดียวต้องทำเองหมดไปเสียทุกอย่าง CEO ต้องเลือกทำในจุดแข็งของตนเอง แล้วแบ่งงานกระจายในส่วนที่เหลือให้มืออาชีพช่วยกันทำ ถึงจะสามารถสร้างระบบควบคุม และระบบทำงานสร้างเงินเองได้อย่างต่อเนื่อง

แถมด้วยจุดนี้บางครอบครัวธุรกิจก็ใช้ตลาดเป็นการแบ่งมรดกกัน ถ้าใครคนไหนไม่อยากถือหุ้น ก็สามารถขายทิ้งเอาเงินสดได้ทันที หรือจะถือรับปันผลต่อไปก็ยังได้ ลองดูตัวอย่างง่ายๆจาก >>> Doom Doom Sabina

จะเห็นได้ว่าธุรกิจนี้ไม่มีกองทุนเข้าไปเล่น ไม่มี volume การซื้อขาย ราคาไม่วิ่ง มี % จำนวนผู้ถือหุ้นรายย่อย(Free float) น้อย ตามจุดประสงค์เพื่อแบ่งมรดกครอบครัวกันอย่างชัดเจน

พอจะเห็นภาพไหมครับ นี่คือวิธีการทำธุรกิจให้เป็น Asset หากคุณเคยศึกษาเกี่ยวกับการลงทุนระยะยาว (VI ) เปิดดูงบการเงินแล้วคุณจะพบว่า เจ้าของเอาเงินมาลงทุนจริงๆไม่ได้เป็นหมื่นล้าน แต่อาศัยการสั่งสมจากตลาด ค่อยๆเติบโตจนนานวันเข้ามูลค่าก็จะเพิ่มขึ้นมาอย่างมหาศาล

สรุปแล้วการนำเข้าตลาดถือว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของทุกธุรกิจ แม้เจ้าของเลิกทำ กิจการก็ยังคงเติบโตมีรายได้ต่อเนื่อง มีความยั่งยืน เปลี่ยน CEO จากตัวเจ้าของมาจ้างผู้บริหารมืออาชีพเอา ส่วนเจ้าของก็แยกตัวออกมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ เลื่อนตัวเองจากผู้บริหารไปเป็นประธานบริษัท ลูกหลานก็ให้มันถือหุ้นเอา มันอยากไปทำอะไรก็ไปทำเรื่องของมัน แถมตัวเราเองก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนพระเอกในละครได้ด้วย

แต่ถ้าคุณจะเปิดร้านทำ SME หรือ startup จากจุดนี้คุณก็ไม่ต้องกังวลนะ เพราะถึงเวลาถ้าธุรกิจคุณมีอนาคตจริง คุณก็สามารถขายธุรกิจต่อ แล้วค่อยถือหุ้นกิจการที่หลังก็ยังได้

เข้าใจสิ่งสำคัญก่อนคิดอยากทำธุรกิจเป็น เครื่องผลิตเงิน

ธุรกิจมองง่ายๆมันก็คือ การนำสินค้าหรือบริการส่งไปถึงมือลูกค้าแล้วได้เงินกลับมา แต่ไอเงินที่ได้กลับมานี่แหละคือสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ (ไม่งั้นคนเราก็คงไม่วัดคุณภาพคนจากรายได้หรอก)จริงไหม

ในรูปจะเห็นได้ว่า เจ้าของนำเงินไปลงทุนหรือกู้ยื้มนำมาสร้างธุรกิจ ผลิตสินค้าหรือบริการมาเพื่อส่งต่อไปยังลูกค้า ฉะนั้นแล้ว “การเริ่มต้นธุรกิจย่อมมีต้นทุนเกิดขึ้น” และการขายก็ย่อมต้องมีต้นทุนเหมือนกัน นั่นคือ

  1. ต้นทุนธุรกิจ : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ(Opex) พวกค่า admin ดูแลเว็บไซต์ เช่าหน้าร้าน เช่า office ค่าโฆษณา รวมถึงอีกส่วนคือค่าพวก capital(ทุนทรัพย์)ต่างๆ เช่น พวกทรัพท์สิน เครื่องที่ใช้ในการผลิต ต้นทุนสินค้า น้ำไฟ
  2. ต้นทุนการขาย : ค่า sale หรือคอมมิชชั่น, ค่าขนส่ง ขายได้ก็เอาของไปส่ง แปรผันตามปริมาณการขาย

เห็นไหมครับว่า เมื่อคุณขายของได้เงินมา เงินจะยังไม่เข้ากระเป๋าคุณนะ มันต้องไปจ่าย 2 ข้อนี้ก่อน เพื่อนำมาหล่อเลี้ยงให้ธุรกิจคุณอยู่รอด ขายมาหักค่าใช้จ่ายไปเรื่อยๆ ส่วนที่เหลือถึงจะเกิดเป็นกำไร(บางทีก็มีภาษีด้วยนะเธอ) ที่จะเข้ากระเป๋าเจ้าของธุรกิจ

ฉะนั้นแล้วสิ่งที่หน้ากลัวในธุรกิจมันคือจุดเริ่มต้นของ “รายจ่ายสม่ำเสมอ” เป็นความเสี่ยงที่แฝงในความเท่ รายได้จากการขายอาจจะไม่มีเหลือเมื่อหักลบจากรายจ่าย ต่อให้เป็นนักธุรกิจอิสระ ขายของออนไลน์ หรือเปิดร้านเล็กๆ คุณก็แทบจะต้องนำรายได้ มาหมุนค่าใช้จ่าย กันเป็นรายวันเลยทีเดียว

บางธุรกิจรายได้หลายล้าน ไม่ได้แปลว่าเจ้าของจะมีเงินเป็นล้านนะครับ การทำธุรกิจเกิดจากรายได้หักรายจ่าย แล้วเหลือเป็นกำไร net profit(กําไรสุทธิ) ความยากของการทำธุรกิจที่สำคัญเลยคือ “การรักษาความต่อเนื่องของรายได้” ตรงนี้แหละครับ เราถึงต้องมาเรียนรู้เกี่ยวกับ new business model

เพิ่มเติม ความต่อเนื่องของรายได้ มาจากไหน ?

คนเริ่มธุรกิจใหม่ๆจะพุ่งเป้าไปสู่การขาย คิดแต่ทำไงไงถึงจะขายได้ แต่ปัญหาคือมัน”ขายไม่ได้ไง” สิ่งที่เป็น key success factor เลยก็คือ “การตลาด” ครับเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพื่อนำพาผู้คนมาให้เราขาย ไม่ว่าจะเป็น offline หรือ online ก็ตาม

การตลาดสำหรับผมคือ = การทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้จัก มีคนมองเห็นธุรกิจคุณเยอะ มีผลวัดได้จากความน่าจะเป็น อัตราส่วนสถิติ คนเดินเข้ามา 100 คนเฉลี่ยซื้อกี่คน เพราะความจริงคือสินค้าบริการคุณมันไม่ได้แตกต่างอะไรจากชาวบ้านมากนักหรอก แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือการตลาด

เริ่มต้นธุรกิจให้เริ่มจากบริหารสภาพคล่องตัวเองก่อน จากนั้นเริ่มจากการตลาด อย่าพึ่งโดดเข้าไปสู่การขาย อย่าคิดทำไงให้ขายได้ หากลุ่มเป้าหมายแล้วทำให้พวกเขาเห็นธุรกิจคุณได้ง่ายๆก่อน เหตุผลเดียวที่นักธุรกิจเจ๊งก็เพราะมันขายไม่ได้ไง

จาก New business model สู่การสร้าง เครื่องผลิตเงิน

พวก Old Business Model เก่าๆ มีการแข่งสูง ไม่มีจุดเด่น เล่นแต่ราคา เน้นขายให้ได้เยอะๆ พวกนี้กำไรจะน้อย Net Profit Margin จะต่ำโครตๆ ถ้าคุณทำอะไรก็แล้วแต่กำไรสุทธิได้แค่ประมาณ 10% แบบนี้ธุรกิจคุณก็คือ Red Ocean ถามหน่อยเมื่อไหร่จะรวย ?

New Business Model : อธิบายให้เข้าใจง่ายๆเลยก็คือ ธุรกิจที่ทำแล้วกำไรเหลือเยอะ Net Profit Margin เกิน 30% ขึ้นไป ไอพวกมีความต่างชัดเจน มี Branding มีจุดขาย ไม่ได้แข่งด้านราคา แบบนี้แหละที่ฝรั่งเรียก Blue Ocean

สรุปแล้ว ธุรกิจที่สามารถสร้างเป็นเครื่องผลิตเงินได้ ก็หมายความว่าต้องมี Net profit สูงๆใช่ไหม? ผมตอบได้เลยว่า…ใช่! และนี่คือเหตุผลที่ me-mindset blog เลือกนำเสนอธุรกิจที่เรียกว่า infopreneur ตามที่ได้อธิบายไปใน บทที่แล้วเรื่องการสร้างรายได้ 101 <<< คลิ๊กลิ้งอ่าน

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับธุรกิจ infopreneur ได้ที่ >>> “ธุรกิจขายข้อมูลคืออะไร”

รองมาดู method to success สู่การปั้น infopreneur เป็นเครื่องผลิตเงินกันนะครับ
  1. คุณเริ่มต้นได้โดยที่แทบไม่ต้องใช้ต้นทุนเลย : จาก blog ฟรี Fanpage อยากมากก็แค่ค่า Hosting website แบบที่ผมทำ ไม่ถึง 5,000 บาทต่อปีแน่ๆ
  2. อาศัย income และ net profit ได้จากงานประจำ : จะทำธุรกิจต้องเริ่มจากการตลาดก่อน การตลาดที่คุณทำคืออาศัยเวลาหลังเลิกงานในการ ปั้น content หรือ video จะ live ก็ได้ เพื่อให้มี traffic รู้จักคุณเยอะๆ
  3. คุณจะได้ value Asset มานั้นก็คือ Brand จากยอดผู้คนที่เข้ามารับรู้ในสิ่งที่คุณนำเสนอ มีผลในอนาคตมากๆ
  4. จากนั้นค่อยทำธุรกิจมาขาย ตามกระบวนการนี้ >>> อะไรคือ infomation product
  5. เพราะธุรกิจขายความรู้เราใช้แค่การบริหารจัดการ website เพียงอย่างเดียว แค่คุณมีเพียง laptop ก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจจากที่ไหนก็ได้
  6. Net profit สูง เพราะ info-product มันเป็นสินค้าที่ไม่มีต้นทุน

ข้อดีมันมีเยอะมากๆครับ ที่ยกตัวอย่างมานี้ มันตรง concept กับเครื่องผลิตเงินมากที่สุดแล้ว พอจะเข้าใจหรือยังครับ ว่าทำไม me-mindset blog ถึงเลือกที่จะทำธุรกิจขายข้อมูล

ในบทความหน้าเราจะพูดถึง ขั้นตอนสุดท้ายสู่การสร้างรายได้แบบการลงทุน 103 <<< ถ้าคุณไม่อยากจบแค่ธุรกิจ หรือคิดว่าตนเองเป็นนักลงทุนก็รออ่านได้เลยครับ (coming soon)


แด่ความสำเร็จครับ

ปล.1 โปรดเลือกเอาคำแนะนำที่ดีที่สุดไปใช้เท่านั้น ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น

ปล.2 บางครั้งเราก็ต้องการความเห็นจากคนอื่น รบกวนช่วย comment บทความนี้ด้วยครับ

2 Comments

  • WUT
    11/08/2017 14:44

    อ่านหลายบทความแล้วชอบมากครับ
    เริ่มมองเห็น idea Infopreneur เลยแห่ะ

  • mahachon
    19/11/2017 08:40

    Thank you for sharing your good ideas and knowledge.