วิธีหาคนเก่งมาทำงานใน style แบบผู้นำ

Endurance: Shackleton’s Incredible Voyage เป็นหนังสือ bestselling ในปี 1959 ของ Alfred Lansing นักเขียนชาวอเมริกัน บอกเล่าเรื่องราวการเดินเรือสำรวจไปยังทวีปแอนตาร์กติกาสุดหฤโหดของนักผจญภัยชาว Irish นามว่า Sir Ernest Shackleton (เซอร์ เออร์เนสต์ แชคเคิลตัน) กับเรือสำรวจสัญชาติ Norway เอ็นดูแรนซ์ (Endurance ship)

ในช่วงไม่กี่วันที่ออกเดินทางจากหมู่เกาะเซาท์แซนด์วิช(South Sandwich Islands) พวกเขาก็ได้เจอกับฤดูหนาวที่มาเร็วกว่ากำหนด ทำให้เรือต้องติดแหง็กกับธารน้ำแข็งแถวๆทะเลเวดเดลล์(weddell sea) ลอยล่องอยู่นานกว่า 10 เดือน ก่อนที่เรือจะอับปางลงในวันที่ 21 พฤศจิกายน 1915 เพราะทนกับแรงดันของแผ่นน้ำแข็งไม่ไหว

ลูกเรือทั้งหมด 28 คน ต้องกระเสือกกระสนเอาชีวิตรอดผ่านความมืดมิดและหนาวเหน็บด้วยเรือชูชีพเพียง 3 ลำ ลอยล่องไปจนถึงเกาะเล็กๆที่ชื่อว่า เอลเลแฟนต์(elephant island) โดยที่ Shackleton สั่งให้ลูกเรือปักหลักรอที่เกาะนี้ก่อนที่จะนำพากะลาสีอีก 5 คนออกเดินทางฝ่าทะเลด้วยเรือชูชีพเป็นระยะทางเกือบ 1,300 กม. เพื่อขอความช่วยเหลือ และพวกเขาก็ทำสำเร็จในที่สุด

ความน่าสนใจของเรื่องจริงที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เพราะเป็นเรื่องราวการผจญภัยสุดทรหด หากแต่เป็นเพราะความสามารถของกัปตันและลูกเรือ ตลอดระยะเวลาเดินทางที่โครตจะเสี่ยงตายและยากลำบาก ลูกเรือเอ็นดูแรนซ์ไม่มีใครต้องเสียชีวิตเลยแม้แต่คนเดียว ถึงจะอดอยากแค่ไหนก็ไม่มีใครคลั่งสติแตก ก่อจลาจล หิวโหยจนทำให้ต้องฆ่ากินกันเอง

ทุกคนรอดมาได้ไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์ช่วย แต่เกิดจากความเหมาะสมของคนที่มา “ลงเรือลำเดียวกัน” มากกว่า

Sir Shackleton ไม่ได้พบเจอลูกทีมสุดแสนวิเศษตามเหตุการณ์เหมือนในนิยาย เขาก็แค่ลงประกาศผ่านหนังสือพิมพ์ เหมือนเว็บประกาศหางานในสมัยนี้นั่นแหละ

แต่สิ่งที่แตกต่างคือ “ถ้อยคำ” ที่เขาใช้ครับ เขาไม่ได้เขียนในประกาศทำนองว่า “ต้องการผู้ร่วมเดินทางสำรวจไปกับกัปตันผู้ยิ่งใหญ่ จ่ายค่าตอบแทนสูง รู้วิธีใช้เชือกและกางใบเรือ หากมีประสบการณ์เดินเรืออย่างน้อย  5 ปีจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ” (ข้อความคุ้นๆไหม ?)

สิ่งที่เป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งในตัวของผู้นำก็คือ “การเฟ้นหาคนที่เหมาะสมมาร่วมงาน” Sir Shackleton เขาเข้าใจจุดหมายอย่างถ่องแท้ เขาจึงลงประกาศรับสมัครหาลูกเรือด้วยข้อความดังนี้…
บทเรียน content ในการ หาคนเก่งมาทำงาน

“รับสมัครสุดยอดชายฉกรรจ์มาร่วมเดินทางสุดแสนอันตราย ค่าตอบแทนต่ำ ต้องอยู่กับความมืดมิดและหนาวเหน็บนานหลายเดือน ไม่รับประกันว่าจะมีชีวิตรอดกลับมาได้ แต่หากประสบความสำเร็จ คุณจะได้ทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศ”

ด้วย Content ที่แสดงถึงเจตนารมณ์ชัดเจนเช่นนี้ ทำให้ลูกเรือ Endurance มีแต่คนแกร่งที่ผ่านการดิ้นรนเอาชีวิตรอดมานักต่อนัก คนที่ไม่สนเรื่องเงินทอง คนบ้าที่ชอบทำเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  คนที่มองเรื่องยากเป็นโอกาส ถึงแม้ลูกเรือบางคนจะไม่รู้วิธีกางใบเรือหรือมีประสบการณ์เดินเรือเลยด้วยซ้ำ แล้วไงละสุดท้ายพวกเขาก็เอาชีวิตรอดจนกลายมาเป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่

อ้างอิง http://www.fieldworkssupply.com

ธุรกิจก็คือการเดินเรือบนธารน้ำแข็ง

ว่ากันว่า “เส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้ราบรื่นตลอดทาง” สิ่งที่ลูกเรือ Endurance เผชิญก็คือโลกที่เต็มไปด้วยอันตราย มีสิ่งไม่คาดฝันคอยขัดขวางหรือลดทอนความสำเร็จเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในโลกสมัยใหม่ก็เช่นกัน

ไม่ว่าคุณจะทำธุรกิจหรือลงทุนแบบไหน คุณก็ต้องเจอกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนของตลาด เทคโนโลยีจาก startup ใหม่ๆที่จะทำให้ธุรกิจของคุณล้าสมัยไปในชั่วข้ามคืน พร้อมด้วยคู่แข่งที่จะมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดของคุณอีกนับไม่ถ้วน…. และแน่นอน คุณไม่มีอำนาจที่จะควบคุมสิ่งเหล่านี้ได้เลย

คุณเปลี่ยนแปลงโลกภายนอกไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้เพียงอย่างเดียวก็คือ “การออกแบบทีมงาน วัฒนธรรมและองค์กรของคุณเอง”

จงเลือกคนมาลงเรือลำเดียวกัน (คนที่เหมาะสม)

บริษัทหนึ่งมีพนักงานบัญชีเข้ามาใหม่คนนึง ด้วยระดับความรู้ความชำนาญการใช้ฟังก์ชั่น Macro + VBA เขาสามารถทำผลงานได้เนื้องานเท่ากับคน 3 คน ในเวลาที่รวดเร็วกว่าคนอื่นถึง 5 เท่า ทำให้มีเวลาว่างเหลือเฟืออยู่ในที่ทำงาน และเขาก็ใช้มันไปกับการเล่นเน็ต ถ้าคุณเป็นหัวหน้าคุณจะทำอย่างไร ?

นี่คือตัวอย่างปัญหา classic เลยครับ จ้างคนมาทำงาน ได้คนเก่ง เขาทำงานเสร็จตามที่ได้รับมอบหมายทุกประการ ดีเลิศ perfect แต่ดันเหลือเวลาว่างอีกตั้งเยอะก่อนจะถึงเวลาเลิกงาน ซึ่งในฐานะผู้นำแล้ว นี่คือความผิดพลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะมันบ่งบอกถึงการที่ว่า “เราไม่สามารถวางคนให้เหมาะสมกับงานได้

หลังจากนั้นคุณ(เจ้านาย)ก็จะเริ่มพยายามสร้างงาน เพื่อให้คนเก่งมีอะไรทำอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นงานปลอมๆ ที่นำไปสู่โครงสร้างปลอมๆ พร้อมด้วยรายจ่ายและปัญหาวุ่นวายตามมาอีกเป็นพรวน

 “จะจ้างคนอย่าดูที่ความสามารถ ให้ดูที่ทัศนคติ”

Herb Kelleher (เฮอร์บ เคลเลเฮอร์) – Co founder, Southwest Airlines

ผู้นำที่แท้จริงเวลามองหาคนทำงาน เขาไม่เพียงต้องการแค่สองมือลงแรงเท่านั้น แต่ยังต้องการ “หัวใจ” ของคนที่จะมาร่วมงานด้วย เช่นนั้นแล้วช่องว่างระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างจะไม่มีอีกต่อไป จะมีก็แต่ partner หรือหุ้นส่วนธุรกิจ

Partner คือคนที่เหมาะสมครับ พวกเขาไม่จำเป็นต้องมีใครมาคอยชี้แนะแนวทางมากมาย เขาสามารถที่จะตั้งเป้าหมาย กำหนดรูปแบบการทำงาน วางตัวรับผิดชอบ ตัดสินใจ กล้าที่จะยอมรับแก้ไข บริหารจัดการทุกอย่างให้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยตัวเอง

เวลาจะรับใครเข้าทำงาน จงอย่าไปกังวลเรื่องความรู้ความสามารถ ยุคนี้เก่งไม่เก่งอยู่ที่ความใส่ใจ คนที่ไม่เก่งก็คือคนที่ไม่ได้สนใจในเรื่องเดียวกันเท่านั้นเอง

คนเก่ง profile ดีมีคุณสมบัติพร้อม อาจเข้ามาเพียงแค่นั่งเฉยๆ ติดแหงกอยู่ในตำแหน่งซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้มีความหมายอะไร แล้วคุณเองก็อย่าหวังว่าจะสามารถกระตุ้นเขาได้ เพราะคนที่เฉื่อยชาก็จะเฉื่อยชาอยู่วันยังค่ำนั่นแหละ

ฉะนั้น หากคุณอยากทำให้สิ่งต่างๆที่คาดหวังในธุรกิจได้กลายเป็นจริง คุณต้องมีคนที่เหมาะสม มารับบทบาทที่เหมาะสมด้วย เพราะสิ่งสำคัญจริงๆในกาารว่าจ้างงานก็คือ “คุณต้องการคนที่สามารถสร้างผลงานเองได้ แม้บริษัทจะไม่มีโจทย์ให้ทำ”

จะดึงดูดคนเก่งที่เหมาะสมกับงานได้อย่างไร ?

คำว่า “ลงเรือลำเดียวกัน” มันคือความหมายที่ว่า “เราทุกคนต่างมีจุดหมายปลายทางร่วมกัน” Sir Shackleton ไม่ได้รวบรวมคนเก่งและรับปากว่าจะทำให้พวกเขารวย แต่เขารวบรวมคนที่เชื่อและมีความต้องการในจุดหมายเดียวกัน มาร่วมมือกันทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่

จะเห็นได้ว่าในข้อความการรับสมัครงานของเขา ไม่ได้กล่าวถึงคุณสมบัติพื้นฐานของผู้สมัครที่เขาต้องการ แต่เป็นการบอกถึงเจตนารมณ์เพื่อสื่อถึงจุดมุ่งหมายบางอย่าง

ธุรกิจทั่วไปจะมอบงานให้คนทำ แต่ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจะมอบจุดมุ่งหมายให้ทำ

โดยที่จุดมุ่งหมายจะต้องสร้างแรงบรรดาลใจให้กับผู้คนหรือกับคนบางกลุ่มบางจำพวกด้วย ส่วนไอวิสัยทัศน์ประเภทที่ว่า “จะเป็นบริษัทชั้นนำของประเทศ ด้วยการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า” อ่านแล้วไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนี้ย่อมไร้ความหมาย

จุดมุ่งหมายที่ชัดเจนของธุรกิจจะเป็นตัวกำหนดความคาดหวังของพนักงาน ซึ่งมันไม่สามารถหาจากที่ไหนได้ ถ้าพวกเขาไม่รู้ถึงจุดมุ่งหมายของบริษัท พวกเขาย่อมไม่รู้ว่าควรจะคาดหวังสิ่งใด นอกจากสิ่งพื้นฐานอย่างค่าจ้าง สวัสดิการ คุณสมบัติต่างๆ ซึ่งมันก็เหมือนๆกันหมดทุกบริษัท

ขอให้คุณพึงระลึกไว้เสมอว่า “ไม่ใช่ว่าจะจ้างใครหน้าไหนก็ได้มาทำงาน แต่ต้องเป็นคนที่สนใจบริษัทคุณ ธุรกิจคุณ สินค้าคุณ สนใจงานของคุณจริงๆด้วย” ถ้าอยากให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ คุณต้องมีลูกทีมที่อยากมาทำงานกับคุณจริงๆ

ที่สุดของปัญหาในองค์กรคือการว่าจ้างคนเก่งมาทำงาน

ผมเคยนั่งฟัง-อ่าน สัมภาษณ์ของนักธุรกิจใหญ่หลายๆท่าน เขาบอกให้ฟังว่า “ทุกวันนี้สิ่งที่ตลาดขาดแคลนคือคนที่มีความสามารถ” ได้คนเก่งมาก็อยู่ไม่นาน คนไม่เก่งก็เกาะไม่ยอมปล่อย เด็กจบใหม่ยังไม่ทันได้สร้างผลงานก็ขอขึ้นเงินเดือน งอแงก็ย้ายงานเป็นว่าเล่น แถมด้วยธุรกิจคู่แข่งยังมาเสนอราคาซื้อตัวแย่งคนเก่งไปทำงานกันอีก

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เฉพาะกับธุรกิจใหญ่ๆ เพราะมันเป็นปัญหาสำหรับเราคนตัวเล็กที่พึ่งเริ่มต้นธุรกิจเหมือนกัน เราไม่สามารถที่จะจ้างคนเก่งด้วยสิ่งล่อใจประเภทเงินได้แน่ๆ ครั้นจะไปทุ่มให้กับแผนสร้างภาพลักษณ์ ,ฝ่ายบุคคล(HR) ช่วยหาวิธีการดึงดูดคนเก่งๆก็ไม่อาจจะสู้ไหว

การประกาศกร้าวถึงเจตนารมณ์และจุดมุ่งหมายจึงเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เราหาคนเก่ง(ที่เหมาะสม) มาร่วมงานได้

เมื่อถึงเวลาที่คุณต้องลงประกาศรับสมัครงานในกรณีใดๆก็ตาม ผู้สมัครควรจะรู้ถึงจุดมุ่งหมายของบริษัทเพื่อเป็นตัวเลือกในการสมัครงานก่อนเสมอ (เหมือนที่ Sir Shackleton ลงประกาศในหนังสือพิมพ์ The Times London)

และถ้าเขาไม่ได้รับแรงบรรดาลใจตรงนี้ เขาก็จะเข้ามาทำงานตาม function รู้แค่ว่าตัวเองมีหน้าที่อะไร ก้มหน้าก้มตาทำแต่งานของตัวเองที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น

แต่ถ้าพนักงานเข้ามาด้วยจุดมุ่งหมายเฉกเช่นเดียวกับบริษัท แล้วเจ้าของธุรกิจคอย inspires หมั่นย้ำเตือนถึงจุดหมาย พร้อมกับบอกให้พนักงานมองหาวิธีบรรลุจุดมุ่งหมายนั้นอยู่เสมอ พวกเขาก็จะทำมากกว่าแค่งานที่อยู่ตรงหน้า

อีกทั้งเวลาบริษัทเกิดปัญหาอะไรก็ตามขึ้นมา พวกเขาจะมีโอกาสอดทนต่ออุปสรรคได้มากกว่า หรืออาจถึงขั้นยอมเสี่ยงยอมแลก จนสามารถเล็งเห็นโอกาสท่ามกลางวิกฤติได้เลยทีเดียว

คุณต้องตอบตัวเองให้ชัดเจนถึงจุดมุ่งหมายทางธุรกิจ ถึงจะรู้ได้ว่าตนเองต้องการคนแบบไหนมาร่วมงาน ผู้นำใดๆก็ตามจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับผู้คนรอบตัว ถ้าส่วนนี้ขาดหายไปคุณจะมีโอกาสประสบความสำเร็จน้อยมาก นี่คือเรื่องจริง