โครตเด็ด วิธีสร้าง Branding เข้าใจง่ายกว่าที่คิด

อยากทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ Strong คุณต้อง “สร้างแบรนด์” …. – – ตูได้ยินจนเบื่อแล้ว ถึงแม้จะรู้ว่า Brand คือสิ่งสำคัญ personal branding, business brand หรืออะไรก็ช่าง ผมงมอยู่กับไอแบรนด์เนี่ยมาเป็นปี เพื่อที่จะหาคำตอบให้ง่ายที่สุดว่า “แบนรด์” มันคืออะไร ?

น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งครับ ที่วันนี้ TCDC Thailand เขาได้ทำ video ใน concept เรื่อง “เปลี่ยนแล้วรวย” เป็นลุงสมานสอนทำธุรกิจ ต้องขอบอกเลยนะว่ายอดเยี่ยมไม่ใช่น้อย และใน ep.3 เขาได้อธิบายถึงการสร้างแบรนด์ธุรกิจไว้ได้ดีมากๆ ไม่ซับซ้อนเข้าใจง่าย ผมคงต้องขออนุญาตหยิบยกขอให้คุณดู video นี้ก่อน เพราะไอบทความเรื่องแบรนด์ที่มีเป็นร้อยๆ สามารถสรุปได้ง่ายๆ จาก video นี้ครับ

credit : TCDCThailand CHANGE SMEs

Branding 101แบรนด์มันต้องเด่น โดน !

เวลาที่คุณทำอะไรเพลินๆอย่างการขับรถ เดินเล่น แล้วไปสะดุดตากับอะไรสักอย่าง จนไม่อาจมองข้ามได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันคืออะไรแต่อยากรู้ ขอเข้าไปดูไว้ก่อน อะไรที่มันแปลกๆอย่าง วัวสีม่วง, คนแต่งตัวฮิปปี้, ร้านขายอาหารที่เป็นรถถัง นั่นแหละคือคำว่า “โดดเด่น”

Brand คือประสบการณ์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ แล้วไง ? จะเกิดประสบการณ์มันก็ต้องเผือกกันก่อน เขาจะรู้สึกอย่างไรนั่นคือเรื่องราวที่คุณจะเล่าต่อ ลองสมมุติธุรกิจเป็นตัวเองดูนะครับ ในเมื่อคุณไม่ใช่คนที่มีออร่า ไม่ได้หล่อสวยดูดี คุณจะทำอย่างไรให้โดดเด่นกว่าคนอื่น

โดดเด่น = ควรค่าแก่การสังเกตุเห็น

อยู่ที่คุณกล้าที่จะเด่นหรือเปล่าล่ะ ผู้บริโภคเขาไม่สนใจ ไม่แคร์เรื่องของคุณเลยแม้แต่น้อย พวกเขามีตัวเลือกมากแต่มีเวลาจำกัด ในโลกที่เป็นเช่นนี้หากตัวคุณ ธุรกิจคุณ ต่อให้มันดีแค่ไหนแต่ไม่ได้สะสุดต่อมสอดรู้ของผู้คนเลย เช่นนั้นสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้นั่นก็คือ “ช่างแม่มมม มัน”

สร้างแบรนด์ ต้องเริ่มจากการผูกขาดเล็กๆ

 OTAKU (โอตาคุ) = ผู้ที่คลั่งไคล้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นพิเศษ เจ้าลัทธิศาสดาที่หมกมุ่นอยู่กับอะไรสักอย่าง ความติสท์แตกมันมีอยู่ในตัวพวกเราทุกคน ไอพวกที่ยอมขับรถไกลเป็นไมล์เพื่อได้ไปรับรู้อะไรสักอย่างนี่แหละ คือหมกมุ่น

อ่านเพิ่มเติม >>> การตลาดแบบผูกขาด link

สิ่งที่นักการตลาดทำคือการขายของตลาด ให้กับคนตลาด นั่นคือการตลาดแบบหมู่มาก ตัดหัวตัดหาง เน้นตรงกลางเน้นกลุ่มใหญ่ๆ ซึ่งนั่นมันยุค mass สมัยนี้ใช้ไม่ได้ เพราะคนหมู่มากพวกนี้คือนัก “ช่างหัวมัน”

ในคลิป trageting ของสำนักร่างทรงลุงสมาน คือคนในเมือง มันก็ต้องเฉพาะเจาะจงให้ลึกลงไปอีก จะเอาด้านไหน “ความรัก” “ดวงกับหุ้น” “ความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน” เลือกเอาสักอย่างในแรกเริ่ม เน้นทำการตลาดที่กลุ่มเล็กๆแทน คนพวกนี้แคร์ เค้าชอบที่จะฟังในสิ่งที่คุณพูด พร้อมจะเล่าต่อให้เพื่อน แล้วเราจะวาง Brand Positioning  ได้ง่าย

ทำธุรกิจในยุคที่มีทุกอย่างพร้อมแล้ว จะผลิตอะไร ทำการตลาดอะไร แก้ปัญหาอะไร ที่ไม่มีความเป็นกลุ่มเฉพาะอยู่ ผลสำเร็จแทบจะไม่มี คุณถึงต้องหากลุ่มคนที่สนใจ และแคร์ ในเรื่องที่คุณกำลังพูดเป็นอย่างมาก สรุปต้องหาให้เจอว่า ใครคือคนที่สนใจ ใครคือคนที่ยกมือแล้วบอกว่า “ผมอยากรู้ว่า คุณจะทำอะไรต่อไป” ให้ขายคนกลุ่มนั้น

จุดยืนของแบรนด์ ต้องชัดเจน

เคยดูหนังเรื่อง steve jobs ไหม? จะเห็นได้ว่าไอคอมพิวเตอร์ยุคแรกๆมันโดดเด่นจริง แต่ข้อเสียเยอะ software ยุ่งยาก ราคาก็แพง ไม่ใช่ทุกคนที่จะเห็นดีเห็นงามด้วยทั้งหมด แต่ไอบ้า jobs ไม่สน เขาไม่คิดแค่จะเล่นให้เหนือกว่าคนอื่น แต่เขาพลิกเกมไปเลย

สินค้าที่ดี การตลาดที่ดี อะไรที่บอกว่าดีมันก็คือห่วยแตก very good is bad ไม่ว่าจะธุรกิจ งานด้านการตลาดหรือสถาปนิก ถ้าทำออกมาได้ดี ก็เตรียมใจไว้เลยว่ามันจะไม่โดดเด่น ไม่เวิร์ด พวกบ้าอย่าง Jobs, Mark, ford, รู้เรื่องนี้ดี

เขารู้ว่าธุรกิจมันคือการนำเสนอมุมมอง ความเชื่อ ความมุ่งมั่นอะไรบางอย่าง ไม่ใช่แค่การนำเสนอสินค้าหรือบริการอย่างเดียว jobs เขามีจุดยืนที่มั่นคง พวกคณะกรรมการ สื่ออะไรทั้งหลาย เขาไม่จำเป็นต้องไปสน ช่างหัวมันสิ!

จุดยืนที่มั่นคงของ jobs มันกลับดึงดูดแฟนพันธ์ุแท้ พวกโอตาคุให้กับ apply ไอพวกบ้าๆ ที่ชอบอะไรล้ำๆ คนเหล่านี้พร้อมที่จะชี้นิ้วมาออกคำสั่ง ปกป้อง และบอกปากต่อปากใหักับคนอื่นฟังอย่างกระตือรือร้น ทั่วถึงชนิดที่ไม่มีการโฆษณาแบบไหนทำได้…

jobs จึงใช้การโฆษณา present ให้กับคนที่สนใจ 50,000 คน ที่ login มาจาก 130 ประเทศทั่วโลก เพื่อมาชมโฆษณา 2 ชม. นั่นคือสิ่งเดียวที่สร้างตลาดให้แก่ apply

สร้างแบรนด์  ไม่ใช่ภาพลักษณ์ที่จะต้องออกมา “ดูดี” กับทุกคน

เห็นชัดว่าจุดยืนที่ชัดเจนในการสร้างแบรนด์ มันก็ต้องมีผลเสียอยู่บ้าง ธุรกิจคุณอาจต้องแลกกับการทำให้คนบางกลุ่มไม่พอใจ พวกเขาจะไม่ชอบในสิ่งที่คุณทำ และกล่าวหาคุณว่าเป็นพวกยโสโอหังและไม่ใส่ใจคนอื่น ช่างหัวไปสิ  ~ Let it be.

Wholefoods case ของการ สร้างแบรนด์

อ่านเพิ่มเติม  >>> Wholefoods

whole foods market : แรกเริ่มตั้งต้น John Mackey และ Renee Lawson Hardy 2 CEO ผู้ก่อตั้ง ก็แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแล้วว่า จะขายแต่สินค้าคุณภาพสูง ให้กับ trageting ที่เป็นพวกคลั่งไคล้สุขภาพเท่านั้น อาหารในธุรกิจเขาจะต้องผลิตด้วยวิธีกรรมทางธรรมชาติโดยไม่มีสารปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น

เขาจะไม่มาเสียเวลาคุยหรือรับฟังคำเรียกร้องใดๆจากคนอื่นที่ว่า “น่าจะหาผลิตภัณฑ์ที่เจือสารปรุงแต่งมาไว้บ้างก็ดีนะ” ไม่มีอะไรที่มาต้องถกเถียงเพราะคำตอบมันชัดเจนที่สุด ชาวอเมริกันจะไม่สามารถหาซื้อโคล่าหรือนักเก็ตได้จากที่นี่

เน้นกลุ่มเป้าหมาย จุดยืนโดดเด่นชัดเจนแบบนี้ สิ่งที่ตามมามันทำให้อาหารของร้านโฮลฟู้ดส์แพงกว่าที่อื่นๆ จนทำให้พวกผู้คนที่ไม่ชอบต่างก็พากัน “เหน็บแนม” แล้วเรียกมันว่า “Whole Foods’ loss is your gain.” รวมทั้งล้อเลียนคนที่ซื้ออาหารจากที่นั่น

แต่ใครจะไปสนล่ะ ผลสุดท้าย whole foods market ก็ขายดิบขายดีติดตลาดกลายเป็น brand organic ที่โด่งดังที่สุดในอเมริกา

apply, starbucks มันก็ไม่มีคนชอบอะ ไอพวกสาวก ไอพวกบ้ากาแฟแก้วละ 100 มันต้องมีพวกไม่เห็นด้วยบ้างแหละเป็นธรรมดา ถ้าแบรนด์ของคุณที่ประกาศออกไป ไม่ได้ทำให้ใครรู้สึกอะไรเลย มันก็อาจแปลได้ว่าแบรนด์คุณมันน่าเบื่อเอามากๆ หรือคุณอาจผลักดันมันไม่มากพอ จนไม่มีจุดยืนที่โดดเด่นอะไร

เริ่มต้นสร้างแบรนด์ ยึดมั่นในจุดยืนให้ชัดเจน ขอแค่ให้มันโดนใจคนบางกลุ่มก่อน โดดเด่นกับคนที่ใช่จนเห็นแล้วแบบว่า “เอาใจพี่ไปเลย”  กลุ่มที่คลั่งจะพูดแต่เรื่องนี้ไม่หยุด ยอดขาย 3 เท่า ไม่ใช่มาจากการโฆษณา แต่เพราะมันโดดเด่นแตะตา ทุกคนไม่จำเป็นต้องชอบก็ได้ ไม่สิต้องมีคนไม่ชอบถึงจะเรียกว่าดี ขอแค่กล้าๆ บ้าๆ หน่อยก็พอแล้วครับ สำหรับการสร้างแบรนด์


แด่ความสำเร็จครับ

ปล. 1 คำแนะนำเรื่องแบรนด์นี้ มันอาจไม่มีคำศัพท์สวยหรูทางด้านการตลาดเหมือนที่คุณเคยพบเห็นมา ส่วนตัวผมก็ไม่ได้จบ marketing มาด้วยซ้ำ เป็นบทความที่เขียนจากประสบการณ์ ฉะนั้นจึงขอให้คุณเลือกเอาคำแนะนำที่ดีที่สุดไปใช้เท่านั้น ไม่มีกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น

ปล. 2 เขียน comment มั้งเหอะ ได้โปรด ผมจะได้รู้ว่าคุณคิดอะไร

2 Comments

  • Aon
    13/11/2016 21:03

    ได้ความรู้เยอะเลยค่ะ เข้าใจง่าย ขอบคุณเป็นกำลังใจให้กับการทำบทความดีๆ อีกนะค่ะ

  • 26/01/2017 00:48

    เยี่ยมค่ะ เก็ทหลายเรื่องมากเลยค่ะ ขอบคุณนะคะ