คนยุคนี้ “อยากรวย” ต้องเริ่มจากสะสม”สภาพคล่อง”

ลุงของผมเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์มานานกว่า 15 ปี เจ้าของ asset ที่ลุงผมพบเจอส่วนใหญ่คือคนที่มีเงิน ดูมีความร่ำรวย มีบ้านหลังใหญ่โต ขับรถหรู แต่กลับกลายเป็นว่าต้องทยอยขายทรัพย์สินออกมาอยู่เรื่อยๆ บ้าน, ที่ดิน, รีสอร์ท ทรัพย์สินเหล่านี้จะติดจำนองหรือขายฝากเกือบหมด

ผมเรียกคนเหล่านี้ว่า poor millionaire (มหาเศรษฐียากจน) คือคนที่มีแต่ทรัพย์สินประเภทขาดสภาพคล่อง (asset ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปแบบของ real return) หรือคนที่มีเงินใช้จากการขายทรัพย์สิน แถมพวกเขายังต้องยอมขายต่ำกว่าราคาประเมิน(ขายของต่ำกว่ามูลค่า) ซึ่งคิดเป็น % ที่เยอะและน่าเสียดายอยู่พอสมควร

จากประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้กับลุง มันทำให้ผมต้องนึกย้อนมองมองภาพความร่ำรวยเสียใหม่ เพราะมันมีอะไรที่สำคัญกว่าการมีเงินหรือการมีทรัพย์สินเป็นแน่แท้

 

สภาพคล่อง คือที่สุดของความร่ำรวย

สภาพคล่อง = ความร่ำรวย

สิ่งที่สำคัญกว่าการมีเงินคือ การรู้ว่ายังไงซะ ตูก็มีเงินใช้แน่ๆ ความมั่งคั่งที่แท้จริงถึงต้องวัดกัน “ในยามวิกฤต” ว่าเราจะยังมีรายได้เข้ามาเท่าไหร่ เพราะเราทุกคนมีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตในชีวิตได้เสมอ

  • ถ้าคุณทำงานคุณมีรายได้ มีเงินใช้ แต่ถ้าหยุดทำงาน ขาดรายได้ มีภาระผ่อน มีค่าใช้จ่าย….(ขาดสภาพคล่อง) = ขายทรัพย์สิน
  • แต่หากลงทุนสร้างทรัพย์สิน บริหารจนเกิดกระแสเงินสดหรือ passive income ได้ = ร่ำรวย

ชนะก็ต่อเมื่อได้เรื่อยๆ รู้ว่าได้แน่ๆ ไม่ใช่ “เงินทองของนอกกายไม่ตายก็หาใหม่ได้” แบบนี้ไม่เอา

ความสำคัญที่ถูกมองข้ามของสภาพคล่อง

Warren Buffett บอกเอาไว้ว่า “ให้หาซื้อของต่ำกว่ามูลค่าให้เจอ” แล้วคุณคิดไหมว่า ใครหน้าไหนมันจะยอมขายของต่ำกว่ามูลค่า ???

ฤษฎีการต่อราคา : หากคุณขายเสื้อ คุณมีต้นทุนการผลิตเสื้อ 1 ตัว = 20 บาท แล้วปกติคุณต้องขายเสื้อ 1 ตัว = 40 บาทถึงจะกำไร อยู่ๆผมมาขอต่อราคา คุณจะยอมลดให้ผมเท่าไหร่ ?

ผมบอกได้เลย คุณจะยอมลดให้ผมเท่าไหร่ก็ต่อเมื่อคุณขาดสภาพคล่องมากแค่ไหน (ร้อนเงินจากการเป็นหนี้, เจอวิกฤต) อาจจะ 25บาท หรือ 15 บาท ก็เป็นได้ คนที่ขายของต่ำกว่ามูลค่า คือคนที่ไม่มีทางเลือกหรือขาดสภาพคล่อง พวกเล่นหุ้นแนว VI ถึงได้บอกไงว่าให้ซื้อหุ้นในยามที่เกิดวิกฤต จะได้ของดีราคาถูก

คนรวย คือคนที่มีสภาพคล่องในขณะที่คนอื่นขาย

นายทุนซื้อที่แก่เจ้าของใน ตร.ว ละ  25,000 จากราคาประเมิน  40,000 ผ่านไปสักปี ถมที่สักหน่อย เอาไปขายต่อ ตร.ว ละ  80,000 ก็ยังได้

ประสบการณ์ขายของโดนกดราคาผมว่าทุกคนน่าจะเคยมี “คุณรีบผมจะกดราคาคุณยังไงก็ได้เพราะคุณต้องใช้เงินเดี๋ยวนี้นิ” ร้านรับจำนำต่างๆทำไมถึงรวย หรืออย่างพวกรับจำนองก็สามารถคิดดอกเบี้ยแบบโหดๆได้

คนมีสภาพคล่องสูงอำนาจการต่อรองก็จะสูงตามไปด้วย

ฉะนั้นใครก็ตามเมื่อเริ่มต้นคิดอยากลงทุน จึงไม่ควรที่จะมองหาว่าจะลงทุนในสินทรัพย์ประเภทไหนดี แต่ต้องเริ่มจากการบริหารกระแสเงินสดให้อยู่ก่อนต่างหาก หากคุณต้องการแสวงหาความร่ำรวยจงพึงระลึกไว้เสมอ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม อย่าขาดสภาพคล่องเป็นอันขาด

ขายที่ได้เงินมา 100 ล้าน !!! ไม่ใช่เรื่องน่ายินดี

สังเกตุดูสิครับ คนได้เงินก้อนส่วนใหญ่โดยเฉพาะจากการขายที่ดินจะไม่ค่อยใช้เงินกัน อย่างมากก็ซื้อบ้าน ซื้อรถ แต่จะไม่ฟุ่มเฟือยใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย จนคนอื่นต้องสงสัยว่า ไอหมอนี้มีเงินตั้งเยอะแล้วจะประหยัดอะไรนักหนา คนเราควรจะใช้เงินหาความสุขกับชีวิตบ้างจริงไหม

เหตุผลมาจากความไม่สบายใจครับ เพราะคุณจะรู้สึกจนทันทีเมื่อเงินที่คุณถืออยู่มันลดลงเรื่อยๆ ความร่ำรวยจึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับจำนวนเงิน ถ้าคุณคิดว่า “รวย” มันคือจำนวนตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียวนั้นแสดงว่าคุณคิดผิด เงินมันจะกลายเป็นตัวเลขที่เพิ่มจำนวนมหาศาลไม่รู้จักจบ จาก 1 ล้าน เป็น 10 ล้าน 100 ล้าน 1000 ล้าน หรือหมื่นล้านก็ไม่มีทางพอ

ความร่ำรวยจึงเกิดจากการเคลื่อนไหวของกระแสเงินสด เพราะถ้ามีกระแสเงินไหลเข้ามาอยู่เป็นประจำและมากกว่ารายจ่ายสม่ำเสมอ มันจะทำให้เราเกิดความมั่นใจ ไม่ว่าเราจะใช้เงินออกไปเท่าไหร่ก็มีเงินไหลเข้ามาเพิ่มพูนอยู่เรื่อยๆ แบบนี้ความสุขเกิด แถมยิ่งมีชีวิตอยู่ก็ยิ่งรวย

สภาพคล่องเริ่มต้นง่ายๆ จากเงินเก็บสะสม

ขอเสียของคนเงินเดือนหลักหมื่นคืออะไรรู้ไหมครับ? มันทำให้เงินดูด้อยมูลค่าไง เด็กจบใหม่เงินเดือนไม่ถึง 2 หมื่นบาท จึงไม่ค่อยที่จะเก็บเงินกัน เพราะเหลือทีอย่างมากก็แค่ 1-2 พันบาท กาแฟนางเงือกก็แก้วละ 150 ขนม after you 2 อย่างก็ปาไปตั้ง 500 ใช้ไปกับพวกนี้แปบเดียวก็หมด

เหตุนี้เองเราจึงนิยมแปลงเงินเก็บเป็นหนี้สินเสียดีกว่า(ที่เรามโนเอาเองว่าเป็นทรัพย์สิน) พวกรถ iphone ที่ต้องผ่อนรายเดือนทั้งหลาย เพราะมันดูเหมือนมี ให้ความรู้สึกว่าคู่ควรแก่การครอบครองมากกว่า

แต่ในความเป็นจริงไม่ว่าคุณจะเป็นคนเงินหลักแสนหรือหลักหมื่น เราวัดความมั่งคั่งจากกำไรสุทธิคงเหลือ เช่นเงินเดือน 15,000 กำไรสุทธิต่อเดือน (เงินเหลือที่หักหมดทุกอย่าง เหลือแน่ๆ) = 1,500 บาท แบบนี้้เรียก net profit 10 % วัดขนาดเงินเหลือจาก income ไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน พยายามรักษาให้ได้ 10-20 % ต่อเดือน

คนเงินเดือนแสนบางทีกำไรคงเหลือก็ไม่มีนะ ลองคิดดูสิครับ ผู้บริหารเงินเดือนแสนต้องดูดีมีระดับเป็นหน้าเป็นตาบริษัท จะให้มาขับรถกระจอกๆได้ไง และก็ต้องมีบ้านมี condo หรูให้มันสมศักดิ์ศรี มีลูกก็ต้องส่งเรียนอินเตอร์ แถมธนาคารยังใจดี ยกให้เป็นลูกค้าเอ็กซ์คลูซีฟ มีวงเงินบัตรเครดิตสูงสุดอีกต่างหาก

ฉะนั้นเวลาเราเห็นคนที่มีรายได้มากๆ เราจะมาดูจากฝั่งเงินขาเข้าอย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูฝั่งเงินขาออกด้วย บางทีคนเงินเดือนแสนค่าใช้จ่ายก็เป็นแสน เพราะประมาทว่ารายได้เยอะ มันก็เลยไม่เหลือเก็บ

สำหรับคนที่ต้องการสร้างความร่ำรวย คุณต้องลดรายจ่ายที่เป็นหนี้(passive expense) หรือพวกหนี้สินทั้งหมด(Total liabilities) ให้มากที่สุด พวกค่าใช้จ่ายรายเดือนต่างๆ ฝึกเป็นคนใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ไม่ใช้เงินตามอารมณ์ อยากเริ่มลงทุนชีวิตก็ต้องเริ่มจากทุน ต้นทุนคุณจะมากน้อยแค่ไหนไม่สำคัญ ขอให้มีกำไรเยอะๆจากทุนเดิมเป็นพอ

รักษาสภาพคล่องให้ได้ก่อน แล้วการต่อยอดการลงทุนจะเป็นอะไรที่ง่ายแสนง่าย

การสร้างเนื้อสร้างตัวไม่ใช่เพียงแค่ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพียงเพื่อนำมาลงทุนเพียงอยากเดียว asset มันมีมากมายหลายประเภท พวกสินค้าทางการเงิน สินค้าทางธุรกิจบางอย่างมันให้ผลตอบแทนเป็นระยะ (สั้น กลาง ยาว) แตกต่างกันไป คุณถึงต้องมีการเลือกจัดการให้มันเหมาะสมกับเป้าหมายทางการเงินของคุณ

  • Cash Flow กระแสเงินสดต้องเกิด : asset ที่ถืออยู่ต้องออกดอกออกผลมาให้เก็บกินได้เรื่อยๆ (ค่าเช่าจากอสังหา, ปันผล, ค่าคอมมิสชั่น ส่วนต่างจากการเกร็งกำไร)
  • Leverage asset เติบโตไปพร้อมกับเรา : การลงทุนแต่ละครั้งต้องทำให้คุณรวยขึ้น port ต้องโต cash out กำไรออกมาใช้ได้

เวลาคุณทำอะไรเกี่ยวกับเงิน คุณถึงต้องหาทางลงทุนให้เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา กระแสเงินสดจะโตได้ ก็ต้องมาจากการลงทุนที่ถูกต้อง คนมี passive income 3 หมื่น ยังไงก็รวยกว่าคนเงินเดือนแสน เมื่อสภาพคล่องสูงเงินไหลเข้ามันก็สูง มีกำไรเหลือเฟือก็นำไปลงทุนหรือ research & develop หลายๆอย่างได้ กระแสเงินสดสม่ำเสมอคือทุนที่ดีที่สุดจริงๆนะ