ทำอย่างไรถึงจะพัฒนาตนเองได้แบบก้าวกระโดด

โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่จะไม่หยุดเรียนรู้พัฒนาตัวเอง และค่านิยมบอกกับเราไว้ว่า ความรู้คือสิ่งมีค่ามากที่สุด ตั้งแต่เด็กจนโตเราจึงใช้เวลาเรียนสะสมวิชาความรู้สารพัด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ไม่อาจล่วงรู้เลยว่ามันคืออะไร (โดนสอนมาว่าอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน)

เมื่อไม่อาจล่วงรู้ก็ไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนในชีวิต เราจึงพยายามทำทำโน่นทำนี่ให้ตัวเองมีทางเลือกมากๆเข้าไว้ และเรียกมันว่า “ความสามารถรอบด้าน”

แต่โลกแห่งความเป็นจริงไม่มีที่เพียงพอให้กับความสามารถรอบด้าน

คุณต้องตระหนักถึงความจริงที่ว่า เวลาของทุกชีวิตมีจำกัด เวลาคือต้นทุนชีวิตอย่างหนึ่ง การที่เราเลือกพัฒนาอะไรบางอย่างนั่นเท่ากับว่าเรากำลังไม่ได้ทำอะไรบางอย่าง คำว่าอัจฉริยะรอบด้านมันอาจเป็นไปได้ แต่อย่าลืมว่าคุณไม่สามารถที่จะได้ทุกสิ่งอย่างพร้อมกัน

ทำหนึ่งแต่ดีเลิศ ดีกว่าทำมากแต่มั่ว

ความก้าวหน้าหาใช่การทำมากแต่คือการทำน้อยให้ได้มาก อันดับแรกหากคุณต้องการพัฒนาตัวเองให้มีประสิทธิภาพสูงสุด คุณต้องเลือกที่จะตัดบางสิ่งบางอย่างออกไป

การ พัฒนาตัวเอง ที่ดีคือการตัดบางโอกาสในชีวิตออกไป

หัวใจสำคัญของการพัฒนาตัวเองให้เห็นผล คือการตัดบางสิ่งอย่างทิ้งไป

Peter drucker กูรูที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการของโลกกล่าวเอาไว้ว่า “จำนวนครึ่งหนึ่งของบรรดาผู้นำในองค์กรต่าง ๆ ที่เขาเป็นที่ปรึกษาให้นั้นฉลาดและเก่งมากพอ จนไม่ต้องเรียนรู้แล้วว่าต้องทำอะไร แต่สิ่งที่ผู้นำเหล่านี้จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติมก็คืออะไรที่ต้องหยุดทำ

อีกด้านหนึ่งของความก้าวหน้าที่แท้จริงคือ รู้ว่าควรจะตัดโอกาสไหนบ้างออกไปจากชีวิต แม้แต่ศาสตร์การตลาดยังให้คำแนะนำถึงการให้ทางเลือกเพียงทางเดียวสำหรับลูกค้า มากกว่าการมีตัวเลือกมากๆ

 หัวใจสำคัญทางยุทธศาสตร์คือการเลือกว่าจะไม่ทำอะไร
– Michael Eugene Porter

อย่าพยายามหาคำตอบว่า “ควรทำอะไรดี” แต่ให้หมั่นย้ำกับตนเองเสมอว่า “ไม่ควรทำอะไร” แล้วคุณจะเข้าใจในเส้นทางของตนเองมากขึ้น คนที่ประสบความสำเร็จเขาจะไม่พยายามทำโน้นทำนี่ให้มากมาย เขาจะเลือกในสิ่งที่ “ใช่” สำหรับเขา แล้วมุ่งมั่นเป็นที่สุดในสิ่งที่เขาเลือกอย่างแท้จริง

รู้อะไรไม่สำคัญเท่ากับ “รู้แล้วได้อะไร”

ในยุค information age ที่ข้อมูลข่าวสารมันล้นทะลัก อาจทำให้เราหลงไปเสียเวลากับการเสพ Data ที่ไม่เป็นสาระประโยชน์ โลกเรามันมีเรื่องให้รู้เยอะไปหมด แต่ถึงคุณจะรู้เรื่องราวทั้งหมด มันก็ไม่ได้ช่วยทำให้อะไรๆในชีวิตคุณดีขึ้นหรอกครับ

ชายคนหนึ่งชอบรถ BenZ มาก เขาจึงศึกษาทุกอย่างเกี่ยวกับมัน รู้หมด series อะไร ระบบช่วงล่าง ระบบอัดอากาศ กำลังเครื่องยนต์ รู้แม้กระทั้งขนาดเครื่องแบบไหนถึงขั้นว่าหลับตาฟังเสียงสตาร์ทรถ ยังรู้ได้เลยว่าเป็นรุ่นอะไร

… แต่ทุกวันนี้เขายังไม่สามารถมีรถในฝันไว้ในครอบครอง

กับชายอีกคนหนึ่ง เขาเองก็อยากขับ BenZ เหมือนกัน แต่เขารู้ในเรื่องของธุรกิจ รู้การลงทุน รู้เรื่องหลักการสร้างเครื่องผลิตเงิน รู้เรื่องการสร้างรายได้ เขารู้แค่ว่า “ถ้าอยากมีรถในฝัน เขาจะต้องเป็นคนที่ร่ำรวย” สุดท้ายเขาก็ได้มันมาในครอบครอง

คุณมองเห็นอะไรไหมครับ อีกคนหนึ่งได้แต่ชื่นชมความรู้ของตัวเอง สุดท้ายได้แต่เพ้อฝันเห็นได้แค่ในรูป กับอีกคนที่มีความต้องการเหมือนกัน แต่เขามุ่งโฟกัสไปยังสิ่งที่ทำให้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการ

เรื่องบางเรื่องคุณไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ …

คนบางคนคิดว่าการที่ตัวเองสามารถออกความคิดเห็นได้กับทุกเรื่องจะทำให้ตัวเองดูฉลาด และพยายามซะเหลือเกินที่จะรู้ไปซะหมด นั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูก

หากคุณต้องการที่จะพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว คุณจำเป็นต้องตัดทิ้งกับข้อมูลอะไรก็แล้วแต่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของคุณ

กล้าที่จะเป็นในแบบที่เป็นคุณ

การเก่งในวิชาการนั้นสำคัญแค่พอเลี้ยงชีพ แต่การที่จะมั่งคั่งได้นั้นคุณต้องเก่งในเรื่องของการสร้างเนื้อสร้างตัว

อะไรที่มันไม่ใช่ เราไม่ชอบ มันก็คือไม่ใช่ ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น งานที่เงินเดือนดี ธุรกิจที่รับต่อมาจากครอบครัว การเดินตาม Career path ในสิ่งที่เราเรียนมา หากมันไม่ใช่คุณต้องกล้าที่จะตัดทิ้ง !

  • คุณบอยวิสูตร แสงอรุณเลิศ : เขาจบวิศวะ เขาเป็นนักแต่งเพลง นักพูด นักเขียน นักสร้างแรงบรรดาลใจ เขาบอกกับผมเองว่า “ทำเป็นทุกอย่างยกเว้นวิศวะ”
  • วิศวะกรอีกคนที่รวยที่สุดในประเทศ : เขาไม่ได้อยู่ที่ site งาน คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน เขาทำธุรกิจอาหาร Mk สุกี้
  • นพ.นายประเสริฐ ปราสาททองโอสถ : เขาไม่ได้เป็นหมอ เขาเป็นนักลงทุน และทำธุรกิจการบิน bangkok airway

แทบจะ TOP 10 ของทุกสาขาอาชีพ เขาไม่ได้ต่อยอดจากสิ่งเดิมที่เขามี … เขาสร้างมันขึ้นมาใหม่ในแบบที่เขาต้องการ

หาสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเราแล้วพัฒนาในสิ่งนั้น หากยังไม่เจอในสิ่งที่เราต้องการเราก็ต้องออกหา หาแล้วถึงจะเจอจะทนอยู่กับสิ่งที่มันไม่ใช่ไปทำไม ขอแค่พยายามค้นหามันจริงๆ อย่าลดละ อย่ายอมแพ้ แล้วภาพที่ใช่มันจะออกมาเอง

คุณอาจกำลังจะบอกว่า “ฉันยังมีภาระ ทำไม่ได้หรอก ต้องอาศัยงานหรือธุรกิจเดิมๆ ทำไปก่อน…” เรื่องนี้มันข้ออ้างทั้งเพ คุณจะให้โชคชะตามาเปลี่ยนแปลงชีวิตมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ คุณต้องสร้างมันขึ้นมา

จะเป็นอย่างไรถ้าเราเอาแต่ทำนาโดยรอฝนที่ตกลงมาจากฟ้า? เราไม่จำเป็นที่จะต้องยอมจำนนต่อสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เราถึงสร้างสิ่งที่ควบคุมได้ขึ้นมา เราทำระบบชลประทาน เรามีฝนหลวง ชีวิตเองก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะสภาวะไหนๆคุณก็สามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อสถานการณ์นั้นขึ้นมาได้

การทำในสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเราเป็นพื้นฐานที่ทำให้คนเรารักตัวเอง เราจะสามารถวางแผนพัฒนาชีวิตไปข้างหน้าได้ดีขึ้น

 Never lose your sense of Awe ชีวิตคุณอัศจรรย์ตรงที่คุณต้องอธิบายความดีเฉพาะคุณ ที่คุณหามันเจอเอง

-Dr.Tong The Filter

ทุกวันนี้คนจำนวนไม่น้อยต้องเหนื่อยยากกับการนำสิ่งที่ตนเองมีไปใช้ให้เกิดประโยชน์  มันจะดีกว่าไหมถ้าวันนี้คุณรู้ตัวว่าตนเองควรพัฒนาหรือก้าวหน้าไปทางไหน รีบเลือกสิ่งที่ตัวเองสนใจในระยะยาวและพัฒนามัน หยุดทำในสิ่งที่ตัวเองรู้อยู่แก่ใจว่าทำได้ไม่ดี และไปได้ไม่ไกล หลักการของการพัฒนาตนเองให้ดีเยี่ยม “คุณต้องรู้ถึงสิ่งที่อยู่ในใจตนเอง” why i do what i do

บทสรุปที่ยอดเยี่ยมของการพัฒนาตัวเอง

โลกวันนี้ทำให้เราอยู่โดยปราศจากข้อมูลไม่ได้และเราก็ถูกมันห้อมล้อมอยู่ตลอดเวลา พวกข้อมูลมันมีมากล้นเสีย จนถึงขั้นที่อาจสูญเสียประโยชน์ไปเลยด้วยซ้ำ แถมสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าก็คือเราจะเสียเวลามากมายไปกับมัน คนที่ได้เปรียบก็คือคนที่รู้จักเลือกบริโภคข้อมูล

ส่วนในเรื่องของการหาโอกาส เราหาได้เรื่อยๆแน่นอนอยู่แล้ว แต่การจะทำอย่างไรกับโอกาสที่มีอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ยากกว่า  ความก้าวหน้าต้องเริ่มจากการเรียนรู้โอกาสใหม่ๆที่เข้ามา แต่ความก้าวหน้ายิ่งกว่าคือการรู้ว่าควรจะตัดโอกาสไหนทิ้งไป

อยากพัฒตนเองให้ได้อย่างรวดเร็ว อย่ามั่ว ใครบอกเห็นอะไรดีก็ทำไปหมดแบบนี้ไม่เอา คุณต้องพัฒนาไปที่จุดแข็ง จุดที่คุณสนในและเหมาะสมเพียงอย่างเดียว สิ่งที่เป็นเนื้อแท้ของการพัฒนาตนคือการตัดในบางสิ่งบางโอกาสออกไปนั้นเอง


แด่ความสำเร็จครับ

ปล. บางครั้งเราก็ต้องการความเห็นจากคนอื่น รบกวน comment หรือชี้แนะบทความนี้ด้วยครับ

1 Comment

  • ณัฏฐภาวรรณ
    08/11/2016 08:43

    ชอบบทความมากๆค่ะ ขออนุญาตแชร์ในเพจของตนเองเพื่อคนอื่นได้มีความรู้ไปด้วยนะคะ