แนวคิดการทำ ธุรกิจ online แห่งทศวรรษ

ลูกจ้างกิ๊กก๊อกอย่างผม สามารถเริ่มทำธุรกิจส่วนตัวแบบ one man Corporations ธุรกิจที่เริ่มได้ด้วยตัวคนเดียว โดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุด และใช้เวลาหลังเลิกงาน ทำเป็น Part-time เพื่อสร้างเงินหลักแสน หลักล้านได้

ทำธุรกิจโดยใช้คนๆเดียว ใช้เวลาว่าง part time ใช้ต้นทุนน้อย สร้างเงินแสนเงินล้าน.    เองจะบ้าเหรอ !!! มันจะเป็นไปได้ที่ไหนกัน … เฮ้ยยย ไม่ได้พูดเล่นมันเป็นไปได้จริง!

ธุรกิจ online

แต่เดี๋ยวก่อนนะถึงผมจะบอกว่า ธุรกิจ online สามารถสร้างเงินล้านได้จากคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ถ้าเป็นแบบนี้จริงร้านค้า online คงรวยกันไปหมดแล้วจริงไหม ? ผมเจอมาหลาย case มีรุ่นน้องที่ขายของอยู่ตลาดนัดสวนรถไฟ พอได้ไปเข้าคอร์สสัมนา ธุรกิจ online หรือพวกคอร์สทำธุรกิจส่งออกต่างๆ แล้วมาฟันธงว่าต้องทำ online มั้ง เปิด fanpage เปิด IG โดยหวังจะรวย ผลสุดท้ายก็ไม่เป็นอย่างฝัน

social media, internet marketing, startup  หรือ e-commerce มันคือ model ธุรกิจหรือ Key Success ยุคใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องลืม model ธุรกิจยุคเก่า ไม่ใช่ว่า กระแส social มาแรง คอร์สสัมนาต่างๆก็พูดถึงเรื่อง ธุรกิจ online แล้วเที่ยวมาทำ online อย่างเดียว โดยคิดว่าจะรวยได้สำเร็จได้ แบบนี้มันสิ้นคิดไป social network มันช่วยเราได้ในหลายๆเรื่อง แต่ไม่ใช่กับทุกเรื่อง ช่วยให้คนเห็นสินค้าหรือบริการของเราได้มากขึ้น  แต่ไม่มีอะไรมาการันตีว่าจะขายได้ ประเด็นจึงไม่ใช่อยู่ที่ว่ายุคนี้ต้องใช้ social หรือทำ ธุรกิจ online จึงจะสำเร็จ แต่ประเด็นสำคัญที่คนยุคนี้อยากรู้มากที่สุดคือ จะใช้สื่อออนไลน์สร้างความสำเร็จยังไง

ธุรกิจ online มัน Out trend ไปแล้ว

จำเอาไว้เสมอนะว่า อะไรที่มันกำลังเป็น trend นั้นละคือ out trend แล้ว ในเมื่อทุกวันนี้ใครๆ ก็สามารถที่จะเปิด fanpage ทำ website เปิดร้านค้า online ทำธุรกิจส่งออก ebay, Amazon กันเกลื่อนไปหมด เพราะฉะนั้นคุณตระหนักไว้เลยนะว่า การใช้สื่อ online เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถที่จะร่ำรวยสำเร็จได้

“Different Key Success Factor” ในยุคนี้คือ”ผู้นำ”

ในเมื่อหลายๆคนบอกว่าทุกวันนี้อะไรๆ ก็ต้อง online  สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Information Overload ข้อมูลที่ล้นทะลักมากเกินไป ข้อมูลที่หลั่งใหลมาอย่างไม่ขาดสาย ดีมั้งไม่ดีมั้ง ข้อมูลที่”จริง”และ”ไม่จริง” นับวันข่าวมั่วๆที่โดนปั่นกระแสจาก สื่อ online social network ต่างๆ เริ่มไม่ค่อยน่าเชื่อถือ ผ่านการ like share แถมด้วย trend บ้าๆที่ นักการตลาดจะเน้นให้ผู้บริโภค share แบ่งปันกันอย่างขาดสติ ทำให้คนที่ไม่มีวิจารณญาณ ตกเป็นเหยื่อของข้อมูลข่าวโคมลอยบ่อยๆ จึงเกิด Drama ขึ้นเป็นประจำ

สิ่งที่ตามมาคือ ความน่าเชื่อถือของสื่อที่มาจาก Social network จะเริ่มหมดความสำคัญลง คนเริ่มจะไม่เชื่อข้อมูลหรือข่าวโฆษณาใดๆทั้งสิ้น ยิ่งพวกที่ยัดเยียดโฆษณาให้เห็นบ่อยๆ คนจะยิ่งไม่ชอบใหญ่ เพราะสมัยนี้คนมอง เวลาคือ value อะไรที่มันไม่ตรงความต้องการ เขาจะไม่มาเสียเวลาแม้แต่จะดูหรือศึกษาด้วยซ้ำ…ต่อให้สินค้าหรือบริการคุณจะวิเศษแค่ไหนก็ตาม แล้วคุณคิดว่าอนาคตผู้คนจะเชื่อถืออะไร ?

ผู้คนจะเชื่อถือ “ผู้นำ” เท่านั้น กล่าวคือในอนาคตจะเกิดสังคมออนไลน์ของคนที่เป็นผู้นำขึ้นมา ผู้นำในสาขาอาชีพต่างๆ ในกิจกรรมต่างๆ ในความเชี่ยวชาญเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เป็นผู้ให้ข้อมูลให้ความรู้ในสิ่งที่เขาเหล่านั้นถนัด อนาคตข้อมูลที่มาจาก internet เราไม่รู้เลยว่ามันมั่วหรือน่าเชื่อถือแค่ไหน ต่างจากข้อมูลที่มาจาก ผู้นำ เพราะเขาเป็นคนที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในด้านที่ดีในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้นการกระจายข้อมูลจำเป็นต้องมีการตรวจสอบ เพราะหากข้อมูลผิดเพี้ยนหรือทำให้ผู้อื่นเสียหายผู้นำจะได้รับผลกระทบไปด้วย

นี้คือการคิดหาจุดซื้อ ไม่ใช่จุดขายมันได้เปรียบมากๆ ลองคิดดู ผู้นำที่มีคนติดตาม ทำธุรกิจหรือแนะนำสินค้าบริการอะไร ผู้คนก็พร้อมที่จะซื้อหรือใช้บริการ เพราะเขาคือผู้นำไง เป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือ ทำให้เขาทีโอกาสที่จะรับรายได้มากที่สุด ผู้คนจะวิ่งหาคนที่เป็นผู้นำเท่านั้น

ทุกวันนี้เกิดกระแส การคัดกรองเนื้อหา (Content Filtering) ในโลก social ของต่างประเทศมากมาย พวกสื่อ social ใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็น google Facebook  Twitter ก็ได้เริ่มโครงการคัดกรองข้อมูลคุณภาพกันแล้ว อย่างบริการ Search Plus Your World ของ google และ การควบรวมกิจการ Summify ของ Twitter (Summify คือเว็บสรุปเรื่องสำคัญในสังคมออนไลน์โดยจะมี system คัดกรองเฉพาะ good content เท่านั้น)  อย่างในไทยเราก็มีคนบ่นตั้งแต่ต้นปีแล้วว่า  fanpage FB ทุกวันนี้โพสอะไรเข้าถึงคนน้อยไม่เหมือนเมื่อก่อน page มีเป็นแสน like โพสทีคนเห็นหลักร้อย !

พอจะเห็นชัดไหมว่าทำ ธุรกิจ online ในยุคนี้ต้องทำยังไง Information Overload ทำให้จุดขายตายสนิท กว่าจะทำให้คนเชื่อว่า สินค้าเราดีมีจุดขายที่แตกต่าง แค่คิดก็เหนื่อยแล้ว แถมคนยุคนี้ Ego สูงไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ฉลาดสุดๆอีก ทุกวันนี้ไม่ว่าจะ ธุรกิจ online หรือ offline หากคิดแต่จะเอาข้อดีมาขาย ผมบอกได้เลยว่าเหนื่อยเปล่า !

การทำธุรกิจ online ต้องมองหา”จุดซื้อ”ให้ได้ ซึ่งจุดซื้อเองก็มีหลายรูปแบบ

ถ้าตอบแบบนักทฤษฎีการตลาด ก็จะตอบว่า “จุดซื้อ” คือมองในมุมมองของผู้บริโภค มันแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง เติมเต็มส่วนไหน ตอบสนองอะไร ยิ่งคิดยิ่งงง… จะมาเติมเต็มอะไร แก้ปัญหาอะไร ในเมื่อโลกนี้มีทุกอย่างพร้อมไปหมดแล้ว ถ้าตอบแบบ advanced ขึ้นมาหน่อย จุดซื้อ ของผู้บริโภคสมัยนี้คือ อารมณ์ Emotion หมดยุคปัจจัย 4 นานแล้ว คนซื้อสินค้า เพื่อแสดงตัวตน ความหรูหรา ความภูมิใจที่ได้ครอบครอง ใช้แล้วดูดีอยากแชร์อยากโชว์ ต่อให้สินค้าจะแพงแค่ไหนก็ตาม แล้วก็ยกตัวอย่าง starbucks หรือ iphone ขึ้นมา … แล้วไงต่อ? คิดแบบนี้มันกว้างไป อันดับแรกคุณต้องเลือกจุดยืนขึ้นมาจุดหนึ่ง ในสิ่งที่เรามี passion กับมัน 

เน้นไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในสิ่งที่เรามี ความหลงใหลกับมัน (passion)

เป็นกันทุกคนละ นักธุรกิจมือใหม่มักจะคิดถึง “สินค้าหรือบริการที่ทุกคนต้องการ” ฟังดูดีไหม ? สมัยนี้คนแห่ทำธุรกิจความงามเครื่องสำอางกันเยอะ พอผมถามว่าคุณขายให้ใคร เขาตอบกลับมาว่า ขายให้กับทุกคนที่มีหน้า! …. ได้จริงหรอ ??? ถ้าเป็น old model business (ธุรกิจยุคก่อน) รุ่นพ่อแม่ ปู่ย่าเรา เขาจะคิดกันแบบนี้ คือทำอะไรมาก็ได้ที่ทำมาขายทุกคนได้ ยอดขายและกำไรจะมหาศาล โอ๊วว แน่นอน mass production ยุคนั้นละรวยแน่ แต่วันนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว คนเราแตกต่างกันสุดขั่ว รสนิยม จริต lifestyle ความชอบ โลกนี้แตกออกเป็นเสี่ยงๆแล้ว ไม่มีทางที่ทุกคนจะมาชอบอะไรเหมือนๆกันหรือคล้ายกันได้เลย แล้วต้องทำยังไงละ ? ต้องมาวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าแล้วผลิตสินค้าหรือบริการขายเฉพาะกลุ่มใช่ไหม ?  ใช่ ถูกครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งต้องเป็นสิ่งที่คุณหลงใหลด้วย

จงเป็นผู้นำในสิ่งที่คุณมี passion เมื่อนั้นละคุณจะเข้าใจจุดซื้อของผู้บริโภคเอง การที่คุณจะสร้าง Brand ของสินค้าหรือบริการคุณให้น่าซื้อเหมือนอย่าง apple หรือ starbucks คุณต้องเริ่มสร้างแบรนด์ของตัวคุณเองก่อน ให้เป็นผู้นำ เป็น idol ในสิ่งที่คุณทำ เป็นที่รู้จัก มีความน่าเชื่อถือ มีชื่อเสียง ไม่ใช่กับทุกเรื่องนะ แต่เป็นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่คุณชอบจริงๆ เช่น ขนมเค้ก เลี้ยงสัตว์ ดูดวง ฯลฯ ทุกอย่างพวกนี้ทำเป็น ธุรกิจ online ได้หมด ตอบสนองต่อคนรุ่นใหม่ที่สามารถเลือกงานที่ชอบได้ งาน freelance ที่สามารถทำที่ไหนก็ได้ ร้านกาแฟ ห้องสมุด หรือแม้แต่เที่ยวไปทำงานไปก็ยังได้

โดยสรุปแล้ว ธุรกิจ online เป็นเพียงสื่อกลางในการแสดงศักยภาพเราเท่านั้น ถ้ามีคนชอบ เห็นด้วย คุณก็รวย แต่ถ้า feedback กลับมาไม่ดี คุณก็แค่ปรับปรุงแก้ไขแค่นั้นเอง สื่อ online หรือ social เปรียบเสมือนเวทีเราใช้มันเพื่อแสดง เป็นสื่อที่ควบคุมได้ คนที่ยอมรับเราคือ ลูกค้า  แฟนคลับ หรือผู้มุ่งหวังนั้นละ พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้มองที่ profile คุณ หรือสินค้าบริการของคุณ เขามองในสิ่งที่ เขาได้รับประโยชน์จากคุณ เมื่อนั้นเองเขาจะไม่ใช่ ลูกค้า แต่จะเป็นแฟนคลับหรือสาวกที่จะติดตามคุณตลอดไป

ความสำเร็จในยุคข้อมูลล้นคือ “คนที่เป็นผู้นำในสิ่งที่เขาถนัด” และใช้สื่อออนไลน์สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น ผ่านสินค้าและบริการอย่างยั่งยืนนั้นเอง


แด่ความสำเร็จครับ

ปล. บางครั้งเราก็ต้องพึ่งความเห็นจากผู้อื่น รบกวนชี้แนะหรือ comment ด้วยครับ

1 Comment

  • วชิรญาณ์
    01/09/2017 18:51

    สวัสดีค่ะคุณ PoM ได้อ่านบทความที่คุณเขียนแล้วชื่นชมมากๆ ค่ะ ขอรบกวนถามนิดนะคะ ไม่ทราบว่าได้ทำธุรกิจเครือข่ายตัวไหนอยู่หรือเปล่าคะ