7 สิ่งที่จะบอกคุณว่าทำไมคุณถึงไม่ควร ทำงานเพื่อเงิน

ใครๆก็ทำงานเพื่อเงินทั้งนั้นแหละ ถูกต้อง! ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ถ้าวันนี้คุณมีชีวิตอยู่ไปโดยไม่ต้องตาย คุณก็สามารถทำอะไรไปเรื่อยๆได้ แต่ในเมื่อชีวิตของคุณมีเวลาจำกัด สิ่งที่คุณต้องคิดคือ “คุณต้องเลือก” เลือกที่จะสร้างงานและมีความสุขกับชีวิต หรือทำงานหนักไปชั่วชีวิต หาก ณ.ตอนนี้ที่ทำงานของคุณ ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ความคิดเห็นหรือไอเดียของคุณ
ไม่เคยไปถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจ การทำงานในแต่ละวันกลายเป็นว่าต้องเงียบเข้าไว้และทำตามที่คนอื่นสั่งอย่างเดียว นั่นก็อาจเป็นไปได้ว่าตัวคุณกำลัง ทำงานเพื่อเงินอยู่

ทำงานเพื่อเงิน1. การทำงานเพื่อเงินจะทำให้คุณเฉื่อยชา

คุณรู้สึกว่าไม่อยากทำมันแต่จำเป็นต้องทำ การที่คุณถูกครอบงำด้วยสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำอยู่ตลอดเวลา เปรียบเสมือนการโดนบริโภคเวลาและพลังงานแบบสุดๆ ยิ่งนานวันเข้าความอ่อนล้ากลับกลายเป็นความเคยชิน ผลสุดท้ายคุณจะติดอยู่ใน comfort zone คุณจะกลายเป็นมนุษย์เอื่อยเฉื่อยไปในที่สุด

 ไม่เคยมีความยิ่งใหญ่ใด ที่ได้มาโดยปราศจากความกระตือรือร้น

Ralph Waldo Emerson 1803 – 1882

2. มนุษย์เกิดมาเพื่อทำในสิ่งที่มีคุณค่า

ความก้าวหน้ามันต้องแลกมาด้วยช่วงเวลาที่ยากลำบาก ในการลงมือทำ ถึงกระนั้นแล้ว ชีวิตเราก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะทำเพียงแค่เรื่องง่ายๆ หรือเรื่องยากๆ เท่านั้น

เรามีชีวิตเพื่อที่จะทำในสิ่งที่มีคุณค่า การที่คนๆหนึ่งมีสิ่งที่ต้องทำจนท่วมหัว แต่ก็ยังทำหน้าที่ได้ดีด้วยสมองที่ปลอดโปร่ง นั่นเป็นเพราะงานที่เขาทำเป็นสิ่งที่มีค่า เขาสามารถทำงานได้อย่างผ่อนคลาย และมีประสิทธิผล ซึ่งแตกต่างจากการทำงานแลกเงินด้วยชั่วโมงการทำงานที่หนักอย่างต่อเนื่องยาวนานแลกค่าแรงมากกว่าการพัฒนาตน ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตไปถึงไหน

3. การทำงานเพื่อเงินไม่ได้หมายถึงความมั่นคง

ทั้งชีวิตคนทำงานอาจต้องเสียภาษีหนักให้รัฐบาลมากถึง 1 ล้านบาท !!! ทั้งๆที่บางคนชีวิตไม่เคยจับเงินล้านเลยด้วยซ้ำ แถมด้วยแนวโน้มของสังคมผู้สูงอายุที่จะมากระทบต่อระบบสวัสดิการในอนาคต ทำให้เรื่องของเงินเรื่องดูหลังเกษียณอายุแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย คนที่ขยันมุ่งมั่นทำงานทุ่มเทสร้างความร่ำรวยให้ผู้อื่น สุดท้ายจึงกลับกลายเป็นว่าตัวเองไม่เหลืออะไร

J. Paul Getty กล่าวเอาไว้ถึงกฎข้อแรกของความสำเร็จว่า “คุณต้องทำธุรกิจเพื่อตัวเอง เพราะคุณไม่มีทางร่ำรวยได้จากการทำงานให้คนอื่น” อนาคตเป็นของผู้กล้าที่จะเสี่ยง ไม่ใช่ผู้ที่โหยหาความมั่นคง

การลงทุน ลงแรงและเวลาในการทำโครงการย่อมมีความเสี่ยงและต้นทุนทั้งนั้น แต่มันยังน้อยกว่าต้นทุนของการไม่ทำอะไร เอาแต่สบายในระยะยาว

4. งานกินเงินเดือนก็คือ “ทาส” แบบใหม่

ทาสคือ คนที่ถูกบังคับให้ทำงานที่ไม่อยากทำโดยใช้แส้ฟาด นั้นคือการคำนิยามในสมัยก่อน ส่วนสมัยนี้ Adam Smith บิดาเศรษฐศาสตร์การเมือง กล่าวเอาไว้ว่า แรงงานก็คือ คนที่ถูกบังคับให้ทำงานที่ไม่อยากทำโดยใช้เงินฟาด !

5. ทำงานเพื่อเงิน จะส่งผลเสียต่อเวลาในการสร้างงาน

กว่า 80% ของโพลสำรวจพบว่า พนักงานส่วนใหญ่ในองค์กรทำงานแบบไม่เกิดการเรียนรู้และพัฒนา จากการสอบถามพวกเขาต่างตอบกันอย่างใจจริงว่า “ต้องการเรียนรู้พัฒนาตนและอยากเติบโตในองค์กรที่เหมาะสมกับความชอบของตัวเอง แต่ไม่มีโอกาส” หากปราศจากเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพเช่นนี้ ก็เท่ากับว่าเป็นการทำงานที่ย่ำอยู่กับที่นิ่งๆ

การมองข้ามเรื่องของเงิน ยอมรับค่าแรงราคาถูก ยอมเริ่มต้นกับงานที่ไม่ได้จบตามสาขาที่เรียนแต่เป็นงานที่รัก อาจเป็นทางเลือกที่มีอนาคตมากว่า

ดูว่าเก่งเรื่องอะไรแล้วจงทำมัน ดูว่าไม่เงินเรื่องอะไรแล้วจงอย่าทำมัน

กฎ 10,000 ชม. ของ Malcolm Gladwell แสดงให้เห็นว่า คนที่เป็นสุดยอดในแต่ละสาขานั้นๆ ได้ทำการฝึกฝนเกินกว่าเวลาดังกล่าว ฉะนั้นคนที่เริ่มต้นช้า จึงไม่สามารถบรรลุการเป็นสุดยอดในเรื่องนั้นๆได้

ทำงานเพื่อเงิน คือการเลือกเงินก่อนงาน ซึ่งหมายความว่าคุณต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่ชอบ ทำให้พลาดโอกาสในการพัฒนาถึงสิ่งที่คุณต้องการ ดังนั้นคุณควรจะ focus ไปที่การ “ทำงานเพื่องาน” งานจะต้องเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้คุณได้พัฒนาในสิ่งที่ชอบไปด้วย เพราะโอกาสของการทำงานแลกเงินไม่มีอยู่จริง การพัฒนาสายงานให้เหมาะสมกับตัวเอง จะช่วยให้เติบโตต่อไปได้ดี

6. ส่งผลเสียต่อทัศนคติของคุณ

คนทำงานหลายคนตอบไม่ได้ว่าตัวเองถูกจ้างมาด้วยอะไร ทัศนคติของการทำงานเพื่อเงินก็คือ “การที่สมองคิดถึงแต่เรื่องเงิน” ทำให้ชีวิตของชนชั้นกลางส่วนใหญ่วนเวียนอยู่กับการ หาเงินและก็ใช้เงิน

คิดได้เพียงว่าฉันจะหาเงินยังไง เงินจะพอต่อค่าใช้จ่ายรายเดือนไหม ได้เงินมาแล้วจะซื้ออะไร … ซึ่งต่างจากคนรวย คนเหล่านี้จะคิดหรือคุยแต่เรื่องพัฒนาตน การเรียนรู้อะไรที่ไหน  สร้างธุรกิจอย่างไร สร้างประโยชน์ให้คนอื่นยังไง สรุปแล้วคนรวยจะคิดถึงการเรียนรู้ – ทดลอง – ทำ – สร้างประโยชน์ ซึ่งต่างจากคนที่โหยหาเงินจะคิดเพียงแค่ว่า “ฉันต้องหาเงิน เพราะจำเป็นต้องใช้เงิน” จึงไม่ได้คิดถึงอะไรที่มันสร้างสรรค์ เลยมองไม่เห็นโอกาส คนที่สมองคิดถึงแต่เรื่องเงินเกิน 70 % ในแต่ละวัน ไม่ใช่คนรวย

7. คุณทำได้มากกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้

เหตุใดคุณถึงปล่อยให้สถานการณ์และสิ่งอื่นๆ มากำหนดทิศทางชีวิตของคุณ ? เคยถามกับตัวเองไหมว่า “จริงๆ เราทำได้แค่นี้เองเหรอ”  การทำอะไรแบบเดิมๆซ้ำๆ ก็เปรียบเสมือนการเดินถอยหลัง เพราะมันไม่ได้นำพาคุณไปเจอกับสิ่งใหม่ๆ

และคุณจะไม่มีวันประสบความสำเร็จได้ ถ้าคุณไม่ปรับงานที่คุณทำให้เข้ากับชีวิตประจำวันของคุณ หากตัวคุณแฮปปี้กับชีวิตการทำงาน ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดี แต่ถ้าเกิดไม่โอเคร เหนื่อย เบื่อหน่าย รู้สึกท้อ เกลียดเช้าวันจันทร์ ชอบเทศกาลวันหยุด แบบนี้แปลว่ามันต้องมีอะไรบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง คุณต้องคิดที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงในบางสิ่ง ไม่ใช่ปล่อยชีวิตไปตามยถากรรม

สิ่งที่คุณควร focus ไม่ใช่เงินแต่คือเนื้องานที่คุณต้องการสร้าง งานที่ทำให้คุณได้เรียนรู้อย่างที่ต้องการ งานที่ทำให้คุณเก่งขึ้น งานที่คุณหลงใหล หากคุณสนุกกับงานได้เมื่อไหร่ และสร้างผลงานที่มีประโยชน์ เข้าถึงผู้คนจำนวนมากๆได้ เมื่อนั้นละ งานจะสร้างเงินให้กับคุณเอง !