สัมมนา + คอร์สเรียน เหมาะสมกับการเรียนรู้ของคุณหรือไม่

สมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ผมหาโอกาสเข้าไปทำงานเสริมกับองค์กรด้านการเรียนรู้ พวกที่จัดคอร์สสอนต่างๆ และ งานสัมมนา ระดับต้นๆของประเทศ ทำให้มีโอกาสได้รับความรู้ ใกล้ชิดวิทยากร connection พบปะผู้คนหลากหลาย ทั้งระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับที่สามารถสร้างความสำเร็จได้ จากการนำความรู้ไปใช้

ในช่วงเวลาทำงานถึงจุดๆหนึ่งก็เกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาว่า “ทำไมบางคนเข้าสัมมนามาก็เยอะ อ่านหนังสือก็แยะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงต่อไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ กลับกันบางคนมาเรียนแล้วเขาสามารถนำความรู้ไปต่อยอด ใช้เวลาสร้างเงินล้านแรกได้ ภายใน 3 เดือน”

อะไรคือปัจจัยแห่งความสำเร็จ การที่ต้องจ่ายเงินหลักหมื่นไปเรียนมันคุ้มแล้วหรือไม่ สัมมนาทุกที่มันแตกต่างกันอย่างไร หากคุณเป็นคนที่กำลังหาหนทางพัฒนาตัวเองอยู่ บทความนี้จะเป็นแนวทางให้คุณได้อย่างแน่นอนครับ

งานสัมมนา ได้ผลจริงหรือมั่ว

แหล่งความรู้ที่ดีคือ งานสัมมนา + คอร์สเรียน

มีเพื่อนผมคนหนึ่งอยากเป็นนักลงทุน อยากเล่นหุ้น ประสบการณ์จากหนังสือ อ่านเว็บและสัมมนาฟรีต่างๆ 6 เดือน ไม่สามารถให้แนวทางที่ดีแก่เขาได้ ผมจึงแนะนำคอร์สพื้นฐานเทคนิคคอล ราคา 18,000 ให้กับเขา เรียน 6 วัน เริ่มตั้งแต่ mindset, พื้นฐาน indicator ไปจนถึง money management

หลังจากเรียนครบไม่เกิน 3 อาทิตย์ เขาก็สามารถถอนทุนค่าเรียนได้เป็นที่เรียบร้อย แถมคอร์สที่ว่ายังมี group meeting จากคนเรียนรุ่นเก่าๆ พร้อมวิทยากรมาพบปะสังสรรค์กันอยู่บ่อยๆ ทำให้เขาเปลี่ยนกลุ่มเพื่อน เปลี่ยนสังคมเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย

ของอย่างนี้มันอยู่ที่ mindset บางคนผมก็เคยยื่นคอร์สการลงทุนให้ มันบอกแพงไป แถมยังไม่รู้ว่าจะได้ผลจริงหรือเปล่า – – ลงทุนไปกับความรู้ที่มันมีโอกาสสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ ผมว่ามันยังคุ้มกว่าค่าหน่วยกิตมหาลัยเอกชนอีก

สิ่งที่คุณยังไม่ได้อ่านและสิ่งที่คุณยังไม่รู้ต่างหาก ที่ทำให้เกิดความแตกต่าง

ครูสมัยมัธยมเคยเล่านิทานให้ฟังว่า “เมื่อยื่นทองคำกับอ้อยให้ช้าง ช้างย่อมเลือกอ้อย เพราะมันเป็นสัตว์มันจึงไม่รู้ว่าทองคำสามารถซื้ออ้อยได้ 10,000 ถุง แต่จะไปว่าช้างไม่ได้ กับคนถ้าให้เลือกระหว่างทองคำกับความรู้ คนส่วนใหญ่ก็เลือกทองคำอยู่ดี เพราะตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่า ความรู้สามารถสร้างรายได้อย่างไม่จำกัด”

งานสัมมนา ไม่ได้ทำให้คุณรวย

ความคาดหวังที่ผิดปกติอย่างหนึ่งของผู้เริ่มต้นพัฒนาตนเองเกือบ 90 % คาดหวังในเรื่องของวิธีการ อยากรู้ว่าเค้าทำยังไง มีวิธีอะไรบ้าง ทำแบบไหนถึงรวย ขายของได้ เล่นหุ้นใช้เครื่องมือไหนแล้วได้กำไร – – กะจะไปเอาเคล็ดลับต่างๆมาใช้กับตนเองและธุรกิจว่างั้นเถอะ

เป็นวัฒนธรรมคนไทยที่ติดนิสัยลอกเลียนแบบ เห็นอะไรดีก็ชอบไปทำ แต่ขอบอกตามตรงนะ “ถ้าหากว่าการเลียนแบบสิ่งที่ผู้ประสบความสำเร็จเขาทำกันเป็นเรื่องง่าย ใครๆก็คงประสบความสำเร็จกันหมด” คิดแบบนี้สุดท้ายก็ไม่ได้ความรู้อะไรติดตัวกลับมาเลย

แล้วก็ชอบพูดกันว่า “ไปเรียนมาแล้วไม่ได้ผล” ไอพวกนี้แหละที่ชอบมองหาสูตรสำเร็จและวิธีการจากหนังสือ งานสัมมนา หรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ แต่ทำไมเอาเข้าจริงๆทำตามแล้วถึงไม่ได้ผล …. อยากรู้ความจริงไหมล่ะ ? นั่นก็เพราะ “ทุกๆความสำเร็จ มันซับซ้อนเกินกว่าที่ใครคนใดจะสามารถเข้าใจได้ในระยะเวลาอันสั้น” สูตรสำเร็จจึงเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง

วิธีคิด คือสิ่งเดียวที่คุณสามารถนำมันมาใช้ได้ผลดีที่สุด คุณต้องมองไปที่จุดเริ่มของระดับปัญหาที่เขาเหล่านั้นเผชิญ “ทำไมเขาถึงทำเช่นนั้นเพราะอะไร” สิ่งที่คุณต้องเข้าใจคือ มันเป็นวิธีการของเขาไม่ใช่ของคุณ ถึงแม้ว่าการเลียนแบบมันจะดูง่ายกว่าก็ตาม

ลองมองไปรอบตัวสิครับ ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดโดดเด่นขึ้นมาได้มาจากวิธีคิดกันทั้งนั้น smart phone 15,000 กับ 30,000 กาแฟแก้วละ 50 กับแก้วละ 150 สินค้าที่คุณสมบัติคล้ายกัน แต่ราคาต่างกันราวฟ้ากับเหว ความร่ำรวยนั่นมาจากไอเดียจริงๆ

  • วิธีการคือทำไงให้มีธุรกิจ แล้วมาขายกาแฟให้ได้เยอะๆ
  • ส่วนวิธีคิดคือทำไงถึงจะขายกาแฟให้ได้เงินล้าน

ทุกๆการเรียนรู้ คุณลองเปลี่ยนความคาดหวังใหม่ดูนะ เลิกไปมองหาวิธีการเพื่อที่จะเอามาทำตาม แล้วหันมาเรียนรู้วิธีคิด เพราะถึงอย่างไรแนวทางสู่ความสำเร็จ At the end ไม่มีทางที่จะเหมือนกันได้

ต่อให้เรียนมาเยอะแค่ไหนก็ไร้ค่า หากไม่ลงมือทำ

Data ความเชื่อที่ว่า “ยิ่งมีข้อมูลมากเท่าไหร่ ยิ่งมีวิธีประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น” ไม่เป็นความจริง จากประสบการณ์พบเห็นลูกค้าที่ยังไม่ได้เริ่มต้นลงมือทำอะไรสักอย่าง ผมบอกได้เลยว่าปัญหาของความล้มเหลวที่แท้จริงมาจากการมีข้อมูลมากเกินไป 

ผมตั้งชื่อเรียกมันว่า “พฤติกรรมเสพติดการเรียนรู้” ชอบเรียน ชอบอ่านหนังสือ เข้าคอร์สสัมมนา แต่กลับไม่รู้ตัวเอง ไม่เคยลงมือปฏิบัติจริงๆสักที ชอบเรียนรู้อะไรตอบโจทย์ไปเรื่อย ข้อมูลที่เขาได้จึงเป็นสิ่งที่อันตราย เพราะมันคือข้อมูลดิบ ขาดประสบการณ์ ชอบที่จะได้พูดใช้ศัพท์อะไรที่มันดูล้ำๆ เข้าใจยาก คนเหล่านี้จะวนเวียนอยู่กับคอร์สสัมมนาต่างๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

การตัดสินใจทางธุรกิจหลายอย่างเกิดจากความไม่รู้เรื่องกลยุทธ์ แต่ทำให้เกิดขึ้นได้จากสัญชาตญาณ ความรู้ที่ได้มันต้องถูกนำมาใช้เป็นประสบการณ์ ไม่งั้นยิ่งรู้เยอะยิ่งงง เหนือสิ่งอื่นใดสิ่งที่ได้จากการเรียนรู้คือ “แรงบรรดาลใจ” ที่จะทำให้เรากล้าเริ่มต้นทำในสิ่งใหม่ๆ เมื่อนั้นล่ะ ถึงจะพอรู้แนวของตัวเอง

มุมมองอันลึกซึ้งที่สามารถนำไปใช้ได้จริง จะมาประสบการณ์ตรงเท่านั้น

แทนที่จะมานั่งวางแผนวิเคราะห์ข้อมูล ควรทำอะไรก่อนดีหรือหลัง ผมว่าชกเปิดไปก่อนเลยดีกว่า อย่าไปยึดติดกับความรู้ที่เรียนมามาก อย่าไปรอให้ทุกอย่างพร้อม ความอยากรู้อยากเห็นผลลัพธ์จากการลงมือทำมันเป็นสิ่งสำคัญมากกว่า

เทคนิคการพัฒนาตนเองจากคอร์สเรียน และงานสัมมนา

  1. เริ่มจากการอ่านหนังสือ ฟัง audio book พยายามค้นหาแนวทางของตัวเอง
  2. สัมมนา โดยเฉพาะแบบที่เป็นคอร์สส่วนใหญ่ราคาแพง แต่ใช่ว่าจะไม่มีของฟรี ให้ลองตามๆ page พวกวิทยากรที่สอนดู ในบางวาระ บางโอกาส พวกเขาก็อยากแจก
  3. เฉพาะเรื่องหุ้น คุณต้องมีประสบการณ์ในตลาดก่อนอย่างน้อยราวๆ 6-8 เดือน (click to win ไม่นับ) ใช้เงินเย็นหลักหมื่นก็พอ ลองให้มันทุก product เล่นให้เจ๊ง อยากทำไรทำ
  4. งาน in house หรือ Reunion ของวิทยากรผมก็เห็นมีโผล่ใน page บ่อยๆนะ โธ่เอ้ยยหรือว่าหน้า feed คุณมีแต่เรื่อง drama กับข่าวอาชญากรรม
  5. เมื่อตัดสินใจที่จะเสียเงิน ควรจะศึกษาจากหนังสือ จาก fanpage เขาก่อน เพื่อความคุ้มค่า
  6. นั่งให้มันข้างหน้า อย่าไปหลบอยู่หลังห้อง แล้วก็ยกมือถามบ้างเหอะครับ อย่าอาย
  7. อย่ามัวแต่ถามว่าวิธีประมาณว่ามี “วิธีไหนบ้าง” ควรจะถาม “อะไรทำให้คุณคิดทำอย่างนั้น”
  8. Connection สำคัญนะ บางครั้งเพื่อนที่นั่งข้างๆในห้องเรียนก็สอนการบ้านได้เข้าใจง่ายกว่าคุณครู

สิ่งสำคัญอีกอย่างที่มองข้ามไม่ได้เลย คือเพื่อนที่จะกอดคอพร้อมเรียนรู้สำเร็จไปด้วยกันกับคุณ ปัญหาที่เขาเผชิญอยู่มันยังสด ยังใหม่ ทุกคำแนะนำล้วนมาจากประสบการณ์ในระดับปัญหาที่คล้ายๆกัน ไอพวกที่เรียนจบมาเป็น 10 ปี หนังสือสักเล่มก็ไม่เคยอ่าน สัมมนาก็ไม่เคยเข้า แบบนั้นอย่าไปให้เวลากับพวกเขามาก

สุดท้ายก่อนจะจบ ต่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ประเภทไหน หรือจะเป็น model MBA มันก็ยังไม่ดีเท่ากับสัญชาตญาณของมนุษย์ จากความคลั่งไคล้หลงใหลที่จะสร้างในสิ่งแตกต่าง คุณว่างั้นไหม ?.


แด่ความสำเร็จครับ

ปล. 1 บางครั้งเราก็ต้องพึ่งความเห็นจากคนอื่น รบกวน comment หรือชี้แนะบทความนี้ด้วยครับ